Yaoi-FanFiction

[KHR FanFic: 1006918] ::: L'Amore Nascosto ::: [12]

posted on 15 Dec 2009 13:58 by sapphire-apphires  in Yaoi-FanFiction
ไม่พูดพร่ำทำเพลงนะคะ ^^"

ไว้โม้กันหลังฟิค

 

================================

กรุณาอย่าเอาฟิคเรื่องนี้ไปโพสที่อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตค่ะ

 

::: L'Amore Nascosto :::

 

Author: Violet Sapphire Lucifer
Pairing: 1006918; 10069 for this chapter
Rate:  PG-13
Warning: BL, Semi-AU, BDSM, angst



(๑๒) L'Amore Nascosto



    ปิ๊ป . . . . ปิ๊ป . . . . ปิ๊ป . . . .

    เสียงเครื่องตรวจชีพจรยังคงดังต่อเนื่องอย่างช้าๆ สะท้อนลมหายใจรวยรินของเจ้าชายนิทรา ผู้หลีกเร้นอยู่ในความฝันมาหลายคืน...หลบซ่อนจากความเป็นจริง จากบุคคลที่ฝ่ายนั้นชิงชังหนักหนา

    ร่างสูงหนาในเครื่องแบบพิสุทธิ์จับจ้องดวงหน้ารูปไข่อันซีดขาว ริมฝีปากนุ่มเนียนที่เปรียบดังกลีบกุหลาบแดงบัดนี้แห้งผาก แววตาสีม่วงอ่อนไหวระริกยามเลื่อนสายตาลง...ทอดมองลำคอระหงอันซูบผอมและเต็มไปด้วยรอยจ้ำแดง เช่นเดียวผิวกายบนแผ่นอกซึ่งแนบชิดกับโครงกระดูกจนแทบเห็นกายภาพภายใน แม้สัมผัสจากปล่ยนิ้วอาจทำให้คนตรงหน้าบุบสลายได้

    ถึงกระนั้น...เงาสะท้อนจากเรียวจมูกโด่งและแพขนตางอนยาวบนผิวเนียนยังคงความสะคราญอันเปราะบาง...เสน่ห์เฉพาะตัวที่ไม่มีใครเทียบได้

    มือเรียวหนาที่คร่าชีวิตมานับพันเอื้อมแตะข้อมือผอม ซึ่งถูกเชื่อมต่อกับสายน้ำเกลือและวิตามินต่างๆ...หวังถ่ายทอดกำลังวังชาให้คนตรงหน้าตื่นขึ้นจากนิทราเสียที

    แต่เขาเองไม่ใช่หรือ...ที่เป็นคนต้อนคนตรงหน้าให้จนมุม...จนแทบจะเอาชีวิตไม่รอด?

    เพียงเพราะว่าถูกปฏิเสธ

    เพียงเพราะว่าเขาไม่สามารถลบล้างตัวตนของบุคคลผู้อยู่ในห้วงคำนึงของคนตรงหน้าเสมอมา

    เพียงเพราะว่าความรู้สึกที่เขามีให้มันช่างรุนแรง....

    เพียงเพราะว่าเขาไม่เคยหลงใหลใคร...เลยไม่รู้ว่าเขาควรจะทำอย่างไร

    เพียงเพราะว่าคนตรงหน้าเป็น"คน"คนแรกที่เขาต้องการจะครอบครองไว้แต่เพียงผู้เดียว...ตลอดไป....

    อะเมทิสต์ล้ำลึกอันเรียวคมหรุบลง พลางใช้ปลายนิ้วช้อนเรือนไหมสีน้ำเงินเข้มยาวสลวยขึ้น ก่อนแนบริมฝีปากลงรับความนุ่มนวลจากเส้นผม  แล้วพร่ำกระซิบอย่างแผ่วเบาด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก

    "มุคุโร่คุง...ชั้นรักเธอ"

    เบียคุรันปิดตา...กลั้นความร้อนผ่าวที่เกาะขอบตาจนเป็นฝ้ามัว เขาจมดิ่งกับประโยคสั้นๆที่เขาเพิ่งพูดออกไป ประโยคที่เขามักพร่ำบอกออกมาอย่างง่ายดาย

    ทว่าครั้งนี้...ไพ่ใบสุดท้าย...ความรู้สึกที่แท้จริงของเขา...ถูกทิ้งออกไปด้วย

    "ต่อให้ชั้นได้แค่ร่างกายของเธอ....ชั้นจะไม่ปล่อยเธอไปเด็ดขาด"


~*~*~*~*~*~*~*~


    เจ้าของความฝันทอดมองความมืดมิดเข้ากลืนกินทิวทัศน์แห่งผืนสมุทรสีคราม....กระจกสะท้อนนภากว้างเบื้องหน้า จนกระทั่งทุกอย่างนั้นเป็นสีดำ...สีดำอันไร้ที่สิ้นสุด ตามด้วยเกล็ดหิมะอันแผ่วเบา ซึ่งโปรยปรายลงมาช้าๆ

    มือเรียวยาวยกขึ้นรองรับน้ำแข็งเกล็ดเล็กๆ ที่สะท้อนแสงวับวาวราวดวงดาวในห้วงรัตติกาล ก่อนแสงนั้นจะดับวูบเมื่อแตะบนฝ่ามือ

    ...ไออุ่นจากร่างกายหลอมหิมะให้ละลาย...

    แทนที่จะสัมผัสความเยียบเย็น ร่างเพรียวในชุดยูคาตะสีดำขลับกลับรับรู้ถึงความหวาบหวามจากหยดน้ำในอุ้งมือ แพขนตางอนยาวปรือลง...

    ใครบางคนกำลังร้องไห้---เพื่อเขา

    ใคร?

    โรคุโด มุคุโร่ก้าวไปด้านหน้า ตามหาเสียงสะอื้นอันคุ้นหูที่ดังขึ้นแผ่วเบาอยู่ไม่ไกล ขณะเดียวกันเขาเห็นแสงริบหรี่ ณ สุดปลายทาง...

    สวนดอกไม้...?

    ไพลินและทับทิมน้ำเอกอันทรงเสน่ห์หรี่ลง ในความทรงจำทั้งหมดยี่สิบห้าปี---สวนตรงหน้าเป็นสิ่งแรกที่เขานึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน ต่อให้บุปผานานาพรรณจะบานสะพรั่งอวดโฉมกันละลานตาก็ตาม

    เด็กน้อย---เจ้าของเรือนผมสีเดียวกันกับเขา---ชันเข่าสะอื้นอยู่กลางสวนเพียงลำพัง  และดูเหมือนว่าเสียงเหยียบย่ำบนผืนหญ้าจะไม่เป็นที่ได้ยิน

    "เธอ?"

    เสียงเด็กหนุ่มอายุไม่เกินสิบห้าเปรยขึ้น เรียกสายตาของมุคุโร่ให้เหลียวมอง ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นรูปลักษณ์ของต้นเสียง
    
    ขาวพิสุทธิ์...ตั้งแต่เรือนผมจรดปลายเท้า

    เรือนผมสีเงินยวงฟูฟ่องทอระยับไม่แพ้แสงจันทร์ ขับเน้นดวงตาสีม่วงครามดั่งผืนทะเลยามย่ำค่ำ ซึ่งจับจ้องอยู่กับคู่สนทนาที่เด็กน้อยผู้สะอื้นอยู่คนเดียว...ร่างเก้งก้างอยู่ในชุดสูทขาว บอกถึงความเป็นทายาทชองตระกูลมั่งคั่ง

    แม้บรรยากาศโดยรอบยังเต็มเป็นด้วยความวัยเยาว์ หากเค้าหน้าเหมือนบุรุษที่เขาชิงชังมากกว่าผู้ใด---เบียคุรัน

    เด็กน้อยที่ถูกเรียกเบือนหน้ามอง ชายหนุ่มที่ไร้ตัวตน...ณ วินาทีนั้น...ถึงกับผงะถอยอย่างไม่รู้ตัว

    เด็กคนนั้นคือโรคุโด มุคุโร่วัยไม่เกินสิบปี

    เด็กหนุ่มแรกรุ่นมีอาการไม่ต่างจากบุรุษล่องหนเท่าไหร่ ดวงตาสีม่วงอ่อนสะท้อนดวงหน้ารูปหน้าไข่อันขาวผ่องราวมุก ซึ่งล้อมกรอบด้วยเส้นไหมสีน้ำเงินเข้มยาวประบ่า แม้ยังดูเด็ก...ทว่าไพลินเรียวคมที่หาได้ยากจากเด็กตัวเล็กๆ ทำให้บรรยากาศโดยรอบผิดแผกไป

    ...งดงาม...และโดดเดี่ยว...

    มุคุโร่วัยเด็กใช้มือเล็กปาดหยาดน้ำตาที่กลิ้งผ่านพวกแก้มเนียนแช่มช้า แล้วเอ่ยถามร่างโปร่งในชุดขาวอย่างสุภาพ

    "คุณเป็นใครครับ?"

    คนถูกถามเดินทะลุผ่านมุคุโร่วัยยี่สิบห้า เขาชันเข่าลง...โน้มตัวเข้าหาผู้อ่อนวัยตรงหน้า พลางย้อนถามเสียงนุ่ม "เธอหนีมาร้องไห้ทำไม? งานเลี้ยงไม่สนุกหรอ?"
    
    กลีบปากสีสดเม้มแน่น...ด้วยไม่อาจบอกได้ว่าเขาเป็นแค่เด็กข้างถนนที่ถูกเก็บมาชุบเลี้ยงเพื่อการทดลอง หัวเล็กๆอันล้อมกรอบด้วยเรือนผมสีน้ำเงินเข้มจึงส่ายไปมา

    เมื่อเห็นว่ายากที่จะได้คำตอบ เด็กหนุ่มจึงลุกไปยังพุ่มกุหลาบแล้วเด็ดกุหลาบออกมาหนึ่งดอก จากนั้นจึงยื่นให้ผู้อ่อนวัยกว่า

    "ให้ชั้นอยู่เป็นเพื่อนนะ"

    ไพลินหม่นมองคนที่โตกว่า แล้วตัดสินใจเอื้อมมือรับกุหลาบแดงตรงหน้า เรียวปากบางสีอ่อนจึงเหยียดกว้าง

    "ถ้าเธอโตขึ้น...คงจะสวยกว่ากุหลาบดอกนี้แน่ๆเลย"

    "สวย? เด็กผู้ชายก็สวยได้หรอครับ?"

    คนถูกถามเบิกตาด้วยความตื่นตะลึง ก่อนกลั้วหัวเราะเบาๆ พร้อมทรุดตัวลงนั่งข้างๆ

    "เด็กผู้ชายหรอเนี่ย..."

    "ครับ"

    เด็กหนุ่มและเด็กชายนั่งเงียบกันอยู่พักหนึ่ง ต่างคนต่างทอดมองเหล่าดอกไม้ที่พากันอวดโฉม ก่อนที่เด็กชายจะเปรยขึ้นเรียบๆ

    "กล้วยไม้สีขาว..."

    "?"

    เบียคุรันเลิกคิ้วขึ้นด้วยความฉงน แล้วจึงพบว่าไพลินคู่เรียวสวยปรือมองดอกไม้สีพิสุทธิ์ที่กลัดบนสูทขาว

    "ที่บ้านบอกว่ามันเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของชั้นน่ะ" เขาอธิบาย "เหมาะกับชั้นไหมล่ะ?"

    มุคุโร่วัยเด็กย้อนถาม "ทำไมถึงไม่เป็นสีแดงล่ะครับ?"

    "เธอคิดว่าชั้นเหมาะกับสีแดงหรอ?"

    เด็กชายไม่ตอบอะไร แต่ใช้มือเล็กหยิบสามง่ามที่ซ่อนใต้เสื้อสูทขึ้น ก่อนคมง่ามจะกรีดลงบนฝ่ามือขาว โดยที่ดวงหน้าสะคราญยังนิ่งเรียบ

    ส่วนเจ้าของอะเมทิสต์ได้แต่มองกิริยาคนตรงหน้าด้วยความทึ่ง เขาไม่อาจละจากเด็กวัยไม่เกินสิบขวบที่ดูสุขุมกว่าเด็กทั่วไป ยามที่ฝ่ายนั้นกรีดมือตัวเอง และปล่อยให้ของเหลวแดงซึมออกจากผิวเนืื้อ แล้วแต่งแต้มมันบนกลีบกล้วยไม้ขาว

    ไพลินเรียวรีลุ่มลึกยิ่งกว่าผืนสมุทรจ้องมองเลือดที่เริ่มซึมเข้ากลีบบุปผา...ย้อมความพิสุทธิ์ให้เป็นสีแดง

    "คุณเหมาะกับสีแดงมากกว่าครับ" เด็กชายตอบในที่สุด ริมฝีปากอิ่มระเรื่อแย้มออกเล็กน้อย

    "เธอชอบสีแดงอย่างงั้นหรอ?"

    "เปล่าครับ" เด็กชายตอบเนิบๆ "แต่ผมโตมาท่ามกลางสีแดง..."

    เลือด...

     "คุณเองก็หนีมันไม่พ้นหรอก..."

    ผู้ที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่เงียบๆเม้มปาก แม้ทั้งคู่ยังเด็ก...ทว่าการที่เป็นเด็กในวงการมืดทำให้ความวัยเยาว์นั้นเหือดหายไปอย่างรวดเร็ว

    เลือดกับศพ...เป็นสิ่งที่ทั้งสองต้องคุ้นเคยกับมัน

    และต้องเรียนรู้ว่ามนุษย์เป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้ไต่เต้าสู่ความสำเร็จ...

    เขาถึงได้ชิงชังวงการมาเฟียนัก!

    "ถ้าชั้นทำให้โลกใบนี้หายไป...เธอคิดว่าดีหรือเปล่า?" กล้วยไม้แรกรุ่นถาม "ถ้าชั้นทำให้โลกใบนี้หายไป...เธอจะมากับชั้นไหม?"

    ดวงตาแห่งท้องสมุทรเบิกกว้าง ช่องปากเล็กๆเผยออกเล็กน้อยเตรียมที่จะให้คำตอบ

    หาก...

    เสียงฝีเท้าของชายฉกรรจ์ประมาณสี่ห้าคนกำลังมุ่งมายังอนาคตของชาติทั้งสอง ก่อนพวกเขาจะปรากฎตัวขึ้น

    "มาอยู่ที่นี่เองหรอ?"

    หนึ่งในผู้ใหญ่ทั้งสี่ว่า ในขณะที่อีกสามล้อมเด็กชายผมสีน้ำเงิน...ผู้รีบเก็บสามง่ามอย่างรวดเร็ว สร้างความงุนงงให้กับเด็กชายผมเงินเล็กน้อย

    "ได้เวลากลับแล้ว"

    มุคุโร่วัยเด็กพยักหน้าน้อยๆ ก่อนส่งยิ้มให้เด็กหนุ่มที่โตกว่าเขา

    "ลาก่อนครับ คุณกล้วยไม้ขาว..."

    ผู้ถูกลาทำเพียงแค่มองคนตรงหน้าเดินจากไปจนลับตา ก่อนที่จะระลึกได้ว่าเขายังไม่รู้จักแม้แต่ชื่อของฝ่ายนั้น

    ถ้าหากว่าชั้นทำให้โลกใบนี้หายไป...เธอคิดว่าดีหรือเปล่า?

    ถ้าชั้นจะทำให้โลกใบนี้หายไป...เธอจะมากับชั้นไหม?

    "...ซักวันชั้นจะตามหาเธอให้เจอเลยล่ะ..."

    เบียคุรันพูดกับตัวเอง ระหว่างที่ก้มมองกล้วยไม้ขาวเปื้อนเลือดบนอกเสื้อ


~*~*~*~*~*~*~*~


    ภาพตรงหน้าหายไปแล้ว...

    ผู้พิทักษ์สายหมอกของวองโกเล่ยืนนิ่งประดุจหุ่นขี้ผึ้ง เขาไม่เคยจำได้ว่าครั้งหนึ่งในวัยเด็กเขาเคยพบกับนภาโลหิตแห่งมีลฟิโอเล่ หากจู่ๆความทรงจำที่ปิดตายมาเกือบสิบห้าปีกลับผุดขึ้นมา

    นภาโลหิตในวัยเด็ก...เพียงแค่สบตาก็รู้ว่าเขาต้องการอะไร...

    ถ้าหากว่าชั้นทำให้โลกใบนี้หายไป...เธอคิดว่าดีหรือเปล่า?

    ท่อนแขนเรียวขาวยกขึ้นโอบกอดตัวเองไว้ พร้อมกับซบใบหน้าลงในอ้อมกอดของตน

    ถ้าชั้นจะทำให้โลกใบนี้หายไป...เธอจะมากับชั้นไหม?

    เขาจำได้แล้วว่า...คำตอบในตอนนั้นคืออะไร...

    แล้วคำตอบในตอนนี้ล่ะ...คืออะไร...?


~*~*~*~*~*~*~*~


    เปลือกตาบางสีอ่อนขยับเล็กน้อย ก่อนปรือเปิดขึ้นแช่มช้า...เผยเนตรสองสีคู่แปลกตาอันคมสวย สิ่งแรกที่เขาเห็นคือโดมสูงเกิดปฎิมากรรมของงานโมเสค ซึ่งเป็นกระจกหลากสีที่รวมตัวกันเป็นรูปกล้วยไม้สีแดง...

    กล้วยไม้สีแดง...

    ร่างโปร่งบางรับรู้ถึงหน้ากากออกซิเจนบนช่วงล่างของใบหน้า และการพันธนาการจากสายยางสองสามเส้นบนข้อมือด้านซ้าย อีกทั้งไออุ่นจากฝ่ามือหนาที่กุมอยู่บนมือด้านขวา

    ...นี่ผมคงโคม่ามาหลายวันแล้วสินะ...

    ร่างดังกล่าวหันมองต้นตอของไออุ่น และบนร่างชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีเงินฟูฟุบลงอยู่ข้างเตียง โดยที่มือหนานั้นกุมมือบางไว้ไม่ยอมคลาย

    ถ้าหากว่าชั้นทำให้โลกใบนี้หายไป...เธอคิดว่าดีหรือเปล่า?

    ถ้าชั้นจะทำให้โลกใบนี้หายไป...เธอจะมากับชั้นไหม?

    สองคำถามเมื่อวัยเยาว์แล่นริ้วขึ้นมาเป็นระลอก กระทบจิตใจเขาราวกับคลื่นพายุกระทบหินผา และเขาหวังเพียงแค่ว่า...ฝ่ายนั้นจะไม่ถามเขาอีก

    ...บอกผมเถอะว่าคุณทำลายโลกใบนี้...เพราะคุณต้องการอำนาจเท่านั้น...

    ไม่ใช่เพราะใครบางคน...

    ผู้ถือครองเนตรวัฏสงสารขยับตัวเล็กน้อย ทว่ากลับทำให้คนที่นอนอยู่รู้สึกตัว  ซึ่งฝ่ายนั้นลุกขึ้นพรวดอย่างรวดเดียว เพียงเพื่อต้องการยืนยันด้วยสายตาว่าคนที่เขาเฝ้าอยู่ทั้งวันทั้งคืนฟื้นจากโคม่าแล้วจริงๆ

    "มุคุโร่คุง!?"

    เสียงตื่นตระหนกจากคนที่มีมาดสุขุมและมีเขี้ยวเล็บตลอดเวลา ทำเอาคนไข้บนเตียงผงะถอยเล็กน้อยอย่างเผลอตัว

    "คะ..ครับ?"

    เบียคุรันในเวลานี้...ผิดจากเบียคุรันที่มุคุโร่รู้จักมาก ในตอนนี้ฝ่ายนั้นดูเหมือนชายหนุ่มธรรมดาๆเท่านั้น อาจเป็นเพราะบรรยากาศคุกคามและกดดันที่เคยมีหายไปราวกับไม่เคยมีตัวตน

    เพราะอะไร?

    ฝ่ายนั้นเอื้อมมือเข้าประคองพวงแก้มของเขา แล้วจรดหน้าผากบนหัว หลังจากนั้นจึงใช้ริมฝีปากนาบลงบนเรือนผมสีน้ำทะเลอันยาวสยาย

    "ในที่สุดเธอก็ตื่นจนได้...มุคุโร่คุง..."

    คิ้วเส้นเรียวได้รูปเลิกขึ้น เมื่อเห็นใบหน้าหล่อเหลาและสมบูรณ์ราวรูปสลักอันเต็มไปด้วยรอยยับของผ้าปูเตียงอย่างชัดเจน

    "คุณเบียคุรัน.." มุคุโร่เปรยแผ่ว "หน้าคุณ..."

    เบียคุรันเอ่ยถามเสียงนุ่ม เขาไม่ได้ยิ้มกว้างอย่างที่เคย หากดูอ่อนโยนอย่างแท้จริง"หน้าชั้นทำไมหรอ?"

    "ระ...รอยยับผ้าปูเต็มไปหมดเลยครับ" มุคุโร่ตอบ

    "หือ!?"

    คนถูกทักรีบยกมือขึ้นลูบแก้ม แน่นอนว่าเขาไม่สามารถรับรู้รอยยับได้ ทว่าพฤติกรรมดังกล่าวนั้นชะงักลง เมื่อเห็นว่าคนบนเตียงกำลังอมยิ้ม

    "มุคุโร่คุง...เธอ...กำลังยิ้ม?"

    เจ้าของเนตรสองสีชะงัก คนที่ถามก็ชะงักเช่นกัน หากไม่นานก็โน้มตัวเข้าซบไหล่ซูบผอม

    "ถ้าเธอยิ้มเพราะหน้าชั้นมีรอยยับของผ้าล่ะก็..." เสียงนุ่มทุ้มกระซิบแผ่ว "ชั้นจะยอมนอนผิดท่าเพื่อเธอทุกวันเลย"

    ดวงหน้ารูปไข่เบือนมองศีรษะที่พาดวางบนไหล่ "เพราะอะไรและเพื่ออะไรครับ?"

    ยามที่เนตรสีม่วงครามอันไหวระริกปรายมอง หัวใจของสายหมอก ณ วินาทีนั้นถึงกับหยุดเต้น ก่อนจะกลับมาสั่นระรัวอย่างไม่เป็นจังหวะ...เช่นเดียวกับหัวใจของนภาสีเลือด...

    "เพื่อให้ได้หัวใจของเธอ...เพราะชั้นรักเธอ...มุคุโร่คุง"

 

=====================

อืม...อย่าเพิ่งแปลกใจนะคะถ้าแซฟอัพ blog เป็นบ้าเป็นหลัง...

เพราะตอนนี้ ปิดเทอมภาคฤดูหนาว อยู่ค่ะ!!!

แต่ยังไม่ได้ว่างซะทีเดียว เพราะต้องทำงานที่ห้องสมุดกับแลปอาจารย์ (แต่อันที่จริงแล้วขี้เกียจขิงๆ)

อากาศที่นี่..ตอนนี้ไม่เกินสิบองศาเซลเซียสค่ะ

อาทิตย์ก่อนหิมะตกสามวันติด ฮ่าๆ...สนุกสนานกับอาทิตย์ไฟน่อลเลยทีเดียว

วันเสาร์ที่ผ่านมา เป็นวันที่คนในหอทำการ check-out กลับบ้านกลับช่องกันไป

แซฟคิดว่าแซฟคงเป็นคนเดียวที่ยังแกร่วอยู่กับหอ

...แต่นี่แหละประเด็น

ทำไมน่ะหรอคะ?

หอนี่มันหอร้างชัดๆ!!!

เนื่องจากพระอาทิตย์ตกไว สี่โมงครึ่งฟ้าก็เริ่มมืดแล้วค่ะ

ปกติเวลามีคนอยู่หอ...ไฟทางเดินก็จะถูกเปิดทิ้งไว้ สว่างไสวถ้วนหน้า...

แล้วพอคนไม่อยู่...ทางเดินมืดตื๋อเลยค่ะ ^^" (แต่สู้ความมืดขอจขบ.ไม่ได้แน่ๆ เล่นสูบวายแบบเต็มสตรีมมาสองวันเต็มๆ =.,=)

ถ้าคนแถวนี้จะได้ยินเสียงกริ๊ด...ก็เพราะการ์ตูนวายเนี่ยแหละคะเป็นเหตุ ฮ่าๆๆๆ

เป้าหมายของปิดเทอมภาคฤดูหนาวปีนี้...กับ blog นี้

๑. เขียนแฟนฟิคเรื่องนี้ให้จบ
๒. แปลโดจินสองเรื่องเป็นอย่างน้อย...(ดองจนกลายเป็นอาณาจักรหนอนแล้ว...ไห)
๓. เปลี่ยนธีมใหม่

 

[KHR FanFic: 1006918]::: L'Amore Nascosto ::: [11]

posted on 09 Oct 2009 12:11 by sapphire-apphires  in Yaoi-FanFiction

ช่วงนี้เป็นไปอย่างอืดมากถึงมากที่สุดนะคะ

U U'' ยุ่งมากจริงๆค่ะ ไม่ได้พูดเล่น

สองอาทิตย์ที่ผ่านมา แทบจะหาเวลากินข้าวไม่ได้เลยทีเดียว T^T

 

ว่าแต่อาวุธของฮิบารินี่...น่าจับทำซับนรกอย่างแรง...

(คิดว่าน่าจะมีคนทำแล้ว)

 เหมาะกับการตามล่าสามีที่กลายเป็นภรรยาคนอื่นจริงๆ

 

=====================================

กรุณาอย่านำฟิคเรื่องนี้ไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาตนะคะ

 

 

 

::: L'Amore Nascosto :::



Author: Violet Sapphire Lucifer
Pairing: 1006918; 6918 for this chapter
RateNC-21 for this chapter
Warning: BL, Semi-AU, BDSM, angst



(๑๑)  ความฝัน




    "เคียวยะ...ที่ตรงนี้คุณจะขุดบ่อปลาคาร์ปอย่างเดียวหรอครับ?"

    เสียงนุ่มนวลไพเราะดั่งสังคีตฟังแล้วชวนเคลิบเคลิ้มเอ่ยถาม ระหว่างที่ยืนท้าวมืออยู่ริมเฉลียง ชื่นชมทัศนียภาพซึ่งยังคงรกชัฎ

    อะเมทิสต์เรียวเล็กตวัดมองคนถาม...เจ้าของร่างโปร่งสูงในชุดยูคาตะสีเลือดลายดอกซากุระดำเลื่อม ตัดกับผิวขาวเนียนเช่นหยวกกล้วย มือเรียวยาวคอยจับเรือนผมนุ่มสีน้ำเงินเข้ม อันปลิวไหวไปกับสายลมอ่อน

    เขาถามเสียงขรึม "แล้วมันเรื่องอะไรของกะ...เอ่อ...นายล่ะ?"

    และพยายามขัดเกลาคำพูดให้เหมาะกับสถานะร่างตรงหน้าบ้าง

    "ไหนๆเดี๋ยวเราก็จะไม่ค่อยได้เจอกันแล้ว คุณเองต้องอยู่ที่ฐานนี่คอยดูแลเรื่องการวิจัย ส่วนผมเอง...ก็ต้องคอยตามเก็บข่าวคราวให้ซาวาดะ สึนะโยชิคุง" ร่างนั้นอธิบายอย่างมีจังหวะโคน พลางคลี่เรียวปากสีสดออก "ก็น่าจะมีอะไรที่ไว้เป็นสัญลักษณ์ระหว่างเราหน่อยสิครับ"

    สัญลักษณ์ระหว่างเรา!?

    ฮิบาริ เคียวยะยืนกอดตัวเอง เส้นขนแทบทุกเส้นต่างชูชันด้วยความพรั่นพรึง  เนื่องจากรับไม่ได้กับความหวานที่โรคุโร มุคุโร่คอยยัดเยียดให้เป็นนิจ และเขาเองก็ไม่เคยชินกับมันเสียที

    ฝ่ายนั้นมองเขาพลางคลี่ยิ้ม "แค่นี้ก็หน้าแดงซะแล้ว"

    "ใครว่าชั้นหน้าแดงกันเจ้าพืชไร่" เคียวยะว่า เขาคำรามขึ้นจมูกพร้อมสะบัดหน้าออกไปอีกทาง "...นายมันพูดจาน่าไม่อาย"

    มุคุโร่เคลื่อนตัวเข้าหาคนตรงหน้า มุมปากอิ่มสีสดยกขึ้น...ถ่ายทอดความเอ็นดูระคนขันความขวยเขินของอีกฝ่าย ท่อนแขนกระชับเข้ารวบเอวบางเอาไว้ช้าๆ ก่อนฝังปลายจมูกลงบนพวงแก้มเนียน

    "น่ารักจังเลยน๊า...เคียวยะของผม" เสียงนุ่มระรื่นกระซิบ แถมท้ายด้วยการขบเม้มติ่งหูระเรื่อเบาๆ

    ผู้ถูกชมสะบัดกายออก ทว่าก็ไม่หลุดจากอ้อมกอดอันอบอุ่น ที่ไม่เคยคิดว่าคนที่เปรียบดังสายหมอกจะมี

    "ทำบ้าอะไร?" เขาตะคอกแผ่ว ก่อนจะปัดตัวพ้นจากอ้อมกอดนั้นได้ในที่สุด แม้ว่าทั้งตัวจะร้อนวูบวาบไปหมด

    สายหมอกแห่งวองโกเล่กลั้วหัวเราะเบาๆ เขาลงความเห็นพลางเดินเข้ารวบท่อนแทนสันทัดตรงหน้า "คุณกำลังเขิน..."

    ว่าจบก็เข้าประชิดเมฆาแห่งวองโกเล่ เขายื่นดวงหน้ารูปไข่สวยสะคราญเข้าหา ก่อนแนบกลีบปากนุ่มบนริมฝีปากบางของฝ่ายนั้น

    "ฮื่อ..."

    เมฆาแห่งวองโกเล่พ่นลมหายใจหนักผ่านจมูกโด่ง เขาถูกร่างโปร่งเพรียวตึงติดกับเสาเฉลียง โดยมีลำแขนขาวผ่องพันธนาการเอวบางอยู่

    เสียงเปียกลื่นจากเรียวปากทั้งคู่นัวเนียกันดังสะท้อนก้องโสต ปลายลิ้นสีหวานแลบเลีย...หยอกเย้ากันอยู่เบื้องนอกอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นคนรุกจึงประกบช่องว่างจนมิด แล้วล่วงล้ำเข้าสู่โพรงปากกรุ่น

    แผ่นอกเรียบเนียนดั่งผิวทารกหอบกระเพื่อม หลังจากจูบเร่าร้อนถูกถอดถอน

    "หน้าด้านที่สุด มาทำอะไรประเจิดประเจ้อแบบนี้ได้ยังไง" ฮิบาริ เคียวยะติง เขาใช้หลังมือเช็ดไอสัมผัสบนริมฝีปากออก

    โรคุโด มุคุโร่แย้มยิ้ม "ถ้าในที่ลับตาก็ได้สินะครับ"

    ดวงตาสองสีไม่เข้าคู่ทอประกายวับวาว ยามเห็นอีกฝ่ายหน้าแดงก่ำราวมะเขือเทศ เขาคว้ามือเรียวกร้านที่มักถือทอนฟาตลอดเวลา ก่อนก้มลงจรดริมฝีปากบนหลังมือ

     ฮิบาริ เคียวยะนิ่วหน้า คิ้วเส้นเล็กเข้มขมวดเข้าด้วยกัน เมื่อสัมผัสความอุ่นนุ่มจากปลายลิ้น ซึ่งลากไล้ลงสู่ร่องนิ้ว กลีบปากนุ่มลื่นขบเม้มผิวเนื้อผุดผาดเบาๆ ก่อนครอบครองจากปลายสู่โคนช้าๆ

    ริมฝีปากปากบางเม้มแน่น..สะกดกลั้นลมหายใจให้กลับเป็นปกติ ทว่าความพร่างพราวของไพลินและทับทิมคู่งาม ทำเอาความร้อนในสรรพางค์แทบทะลักล้น

    "ยะ...หยุด....นะ"

    เสียงทุ้มพร่ากระเส่าเล็ดลอดออกมาแทบไม่ได้ศัพท์ หลังจากเรียวขาถูกยกขึ้นพาดหัวไหล่กลมมนของร่างโปร่ง ที่ชันเข่าอยู่ตรงหน้าราวกับอัศวินผู้ซื่อสัตย์ ปลายจมูกเรียวโด่งเสียดสีขาอ่อนอันขาวผ่อง แล้วละเลียดด้วยลิ้นกรุ่น ทำเอาร่างที่ยืนอยู่ส่ันระริก ประดุจกิ่งซากุระต้องสายลม

    ใบหน้าของผู้พิทักษ์เมฆาบัดนี้อิ่มเอิบด้วยความรัญจวน สายหมอกมากเล่ห์แห่งวองโกเล่คลี่ยิ้มด้วยความพึงใจ ในขณะที่เหลือบมองภาพร้อนเร่าจากมุมด้านล่าง

    "...เห็นทีคงต้องทำกันตรงนี้แล้วล่ะมั้งครับ..." เสียงนุ่มหยอก พลางใช้ปลายนิ้วเค้นคลึงแก่นกายชุ่มอันชูชัน เช่นเดียวกับยอดอกระเรื่อที่โผล่พ้นจากเนื้อผ้าเพียงนิดเดียว "ตอนนี้คุณดูเซ็กซี่มากกว่าตอนเปลือยเสียอีก"

    "หุบปา...ก....อื้อ!!"

    อดีตกรรมการคุมกฎประจำโรงเรียงนามิโมริขบริมฝีปากแน่นจนช้ำเลือด พร้อมใช้ฝ่ามือผลักไสเจ้าของเรีือนผมสีน้ำทะเลลึกออก ผู้เข้าครอบครองความแข็งขืนด้วยช่องปากของตน

    มุคุโร่ดูดดุนยอดนุ่มช้าๆ ดวงตาคู่ยั่วเย้าจับจ้องใบหน้าคนรักที่สั่นระทวยอย่างไม่อาจควบคุม เขาใช้ท่อนนิ้วผอมยาวล่วงล้ำอยู่ช่วงกลางลำตัว ก่อนสอดเข้าช่องทางคับแคบ ซึ่งเขารู้จักมันดียิ่งกว่าคนรักเสียอีก

    ฮิบาริกระตุกเกร็งเมื่อความเยียบเย็นปะทะความอุ่นนุ่มในร่าง แทนที่จะถ่ายทอดความรู้สึกเสียวซ่านผ่านเสียงครางวาบหวาม เขากลับใช้เล็บทั้งสิบจิกข่วนไหล่สันทัดอันโผล่พ้นออกมาจากยูคาตะชั้นดี

    ปลายลิ้นที่ลากเลียหยุดลง ก่อนเสียงทุ้มนุ่มจะกล่าวด้วยความขุ่นเคืองเล็กๆ พร้อมใช้นิ้วควานหาจุดกระตุ้นอารมณ์ในตัวคนข้างหน้า

    "...กรีดร้องให้ผมได้ยินสิครับเคียวยะ ไม่มีใครได้ยินหรอกนอกจากผม..."

    "ฮ้า.."

    ความรวดเร็วเร่งเร้าให้ความคุกรุ่นปะทุ หากยามที่ฮิบาริกำลังทะยานถึงที่หมาย มุคุโร่ก็หยุดชะงักเสียทุกครั้ง ทั้งยังชะงักริมฝีปากที่จรดแนบกับเรือนกายขืน

    ร่างที่ถูกรุกล้ำค้ำกายอยู่กับเสา พร้อมใช้สองมือยันอยู่บนระแนงไม้เนื้อดี ท่อนขาอีกข้างที่ตั้งอยู่บนพื้นยกพาดไหล่ตรงหน้าเช่นเดียวกับอีกข้าง เปิดประตูสีอ่อนให้ปรากฎสู่สายตา แทนคำเชื้อเชิญให้คนตรงหน้ารีบทำให้เสร็จๆซักที

    แม้ต้องการให้คนที่ชอบตีหน้าขรึมและทำตัวหยิ่งอ้าปากเว้าวอน ทว่าสีหน้าที่บอกว่าขาดเขาไม่ได้...ก็เพียงพอแล้วที่จะให้ร่างสูงโปร่งยินยอมแทรกกายเข้าสู่ข้างใน

    สะโพกกลมกลึงโหมไปด้านหน้า กระแทกแก่นกายกับเนื้อนุ่มหยุ่น ซึ่งเข้าโอบรัดทันทีที่ถูกบดเบียด มุคุโร่ชะงักงันพร้อมปิดตาพริ้ม...เปรมปรีไปกับความรุ่มร้อนที่แทบหลอมละลายเรือนกาย ในขณะที่เสียงทุ้มพร่าของทั้งคู่ครางออกมาพร้อมกัน

    "ฮื่อ..."

    เปลือกตาของฮิบาริปรือปรอย ก่อนเข้าแลกปลายลิ้นอย่างตะกละตะกลาม และทุกครั้งที่มุคุโร่ขยับ ร่างฮิบาริก็กระตุกเป็นพักๆ เนื่องจากปลายความแข็งขืนที่ขยายจนคับแน่นสัมผัสกับจุดอ่อนไหว

    มือทั้งสี่ต่างผลัดกันเล้าโลมผ่านทั้งสาบเสื้อและเนื้อสู่เนื้อ ในจังหวะเดียวกัน...ท่อนล่างต่างเริ่มขยับ เสียงกระทบของผิวเนื้อทั้งคู่คลอไปกับไปกับเสียงเปียกลื่นจากการเสียดสี อันสะท้านไหวไปกับสายลมโชย

    "ฮื่อ...อา..."

    รสสัมผัสทั้งให้ชายหนุ่มธาตุหมอกคลั่ง...จนไม่อาจควบคุมตัวเองได้อีก


    
~*~*~*~*~*~*~*~*~*~


    คนที่เผลอหลับเบิกตากว้างด้วยความตกใจ นอกจากเผลอหลับแล้ว ยังฝันถึงเรื่องหน้าไม่อายอีก ทำให้เขาหงุดหงิดเป็นที่สุด

    "ตื่นแล้วหรอ?"

    คนที่นั่งข้างหลังกระซิบถาม หลังจากเห็นลำแขนซึ่งพาดบนพนักวางแขนกระตุก

    "ชั้นหลับไปนานแค่ไหน?" คนถูกถามย้อน น้ำเสียงไม่อาจปิดความขุ่นเคืองไม่มิดนัก

    บุรุษเรือนผมสีอ่อนตอบนุ่ม "ราวๆสามสี่ชั่วโมง...ไม่เป็นไรหรอก"

    ผู้ถือแหวนเมฆาของวองโกเล่ถอนหายใจ จนกว่าจะเจอกับสายของเขาที่นโปลี...เขาต้องคอยหวังว่าผู้ใช้สายหมอกทั้งสามคงไม่หมดแรงตายเสียก่อน ต่อให้ผลัดกันใช้พลัง หากการใช้อย่างต่อเนื่องภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงไม่ใช่เรื่องง่ายแม้แต่น้อย

    นอกจากว่าคนเหล่านั้นเป็นเหมือนกับสายหมอกแห่งวองโกเล่...

    "ระหว่างที่นายหลับอยู่...พวกมีลฟิโอเล่เดินเพ่นพ่านอยู่สองสามหน แกล้งเข้าห้องน้ำน่ะ" เจ้าของแหวนธาตุสุริยารายงานแผ่ว "แต่คนของเราก็อึดไม่เบาเหมือนกัน"

    เมื่อเห็นคิ้วเรียวเข้มขมวดหมุ่นเล็กน้อย เขาจึงอธิบายต่อสั้นๆ

    "ชั้นกับคนที่ใช้แหวนอาทิตย์ยังไม่มีใครฮีลธาตุหมอกซักคน นับว่าคนของนายใช้ได้เลยล่ะ" ทั้งนี้ยังลดเสียงลงจนแทบไม่ได้ยิน "ถึงจะสู้สุดที่รักของนายไม่ได้ก็เถอะ"

    คนฟังปั้นหน้านิ่ง ดวงตาสีเข้มนั้นเฉียบขาด...ให้ความรู้สึกหนาวเหน็บยิ่งกว่าขั้วโลกเหนือ ซึ่งทำเอาคนสบตาถอยตัวกลับเล็กน้อยอย่างเผลอตัว ที่เพิ่งรู้ตัวว่าเหยียบโดนกับระเบิดเข้าอย่างจัง...

    "ขอโทษ...ชั้นไม่แกล้งนายแล้วก็ได้" เขาว่า

    คำสัญญานั่นดูเหมือนทำให้ฝ่ายตรงหน้าคลายความขุ่นเคืองลงได้บ้าง อย่างไรก็ดี...คนขอโทษไม่ได้รู้ถึงสาเหตุที่แท้จริงของความไม่พอใจ ซึ่งมาจากความฝันแห่งอดีตกาล

    เนื่องจากผ้าห่มของสายการบินและความมืดสลัวในตัวเครื่อง ทำให้คนรอบกายของผู้พิทักษ์เมฆารับรู้ถึงการตื่นตัวของท่อนล่าง ที่เจ้าตัวพยายามข่มจิตสงบใจให้กลับมาเป็นปกติ

    บัดซบที่สุด!!

    "พวกนั้นจับตามองพวกเรามากแค่ไหน?" เขากระซิบถามผู้ใต้บังคับบัญชาข้างตัว พยายามใช้สมาธิกับเรื่องรับมือฝ่ายมีลฟิโอเล่มากกว่าคนที่รู้จักร่างกายเขาเป็นอย่างดี

    รายนั้นรายงาน "ไม่ค่อยเท่าไหร่ครับ"

    "อืม...ถ้าอย่างงั้นก็พักได้ แต่อย่าชะล่าใจมากนัก" เสียงทุ้มถ่ายทอดคำสั่งอย่างแผ่วเบา

    เนตรคมกริบปราดมองนาฬิกาข้อมือ ความร้อนรุ่มในทรวงอกทำให้เก้าชั่วโมงนี้ยาวนานกว่าที่เคย


~*~*~*~*~*~*~*~*~*~


    ร่างโปร่งเพรียวอันซีดขาวราวกระดาษกระพริบเปลือกตาถี่ ก่อนแก้วตาสองสีอันแปลกประหลาดจะสะท้อนผืนฟ้ากระจ่างสีคราม

    เป็นครั้งแรกที่ร่างนั้นรู้สึกถึงอิสรภาพ นับตั้งแต่ที่แฝงตัวเข้าสู่กลุ่มมีลฟิโอเล่

    จมูกเรียวโด่งสูดอากาศเข้าเต็มปอด ก่อนคิ้วเรียวโก่งดั่งคันศรจะขมวดหมุ่นด้วยความฉงน

    กลิ่นทะเล?

    นอกจากความเค็มในอากาศ หูทั้งสองยังได้ยินเสียงคลื่นซัดสาดกระทบฝั่ง ด้วยความที่ยังล้า ร่างดังกล่าจึงใช้มือเรียวยาวทั้งสองลูบคลำสิ่งใกล้ตัว

    เม็ดทรายนุ่มละเอียดบดเบียดกันอยู่ในฝ่ามือเนียน...

    ท่อนแขนกระชับออกแรงคำเรือนกายในชุดกิโมโนสีถ่านขึ้น ส่งผลให้เม็ดทรายขาวที่เกาะตามเรือนผมยาวสีน้ำเงินไม่ต่างจากท้องทะเลกว้างเบื้องหน้ากลับสู่ผืนทราย

    โรคุโด มุคุโร่มองทิวทัศน์เบื้องหน้าอย่างพินิจ สายตาหรุบลงจ้องฟองคลื่นที่แตกกระเซ็นบนริมหาด ก่อนจุดที่เขาจับจ้องจะปกคลุมด้วยเงาตะคุ่ม

    กลีบปากบางสีสดคลี่ออก พลางเอ่ยขึ้นเสียงนุ่ม

    "เลือกสถานที่ได้ดีจริงๆนะครับ น้องสาวของผม"

    เสียงหัวเราะแผ่วของเด็กสาวสะท้อนหายไปกับสายลมเอื่อย ตามด้วยความถ่อมตนอันถูกถ่ายทอดผ่านคำพูด

    "...กว่าจะทำได้...ก็หนักเอาเรื่องเหมือนกันค่ะท่านพี่"

    สาวน้อยเจ้าของนามแห่งผีเสื้อทรุดกายนั่งลงข้างผู้พิทักษ์สายหมอกแห่งวองโกเล่ พร้อมถามเสียงแผ่ว

    "ยังไหวอยู่หรือเปล่าคะ?"
    
    คนถูกถามเลี่ยงการตอบคำถามด้วยการเบี่ยงประเด็น

    "เข้ามาในฝันแบบนี้อันตรายนะครับ อาเงฮะ"

    ใช่...มันอันตราย เพราะนภาสีเลือกก็รู้ช่องทางในการแทรกแทรงความฝัน แม้ช่วงนี้เขาจะไม่เห็นวี่แววของฝ่ายนั้นเลยก็ตาม

    "ร่างที่พี่ใช้อยู่คงถึงขีดจำกัดแล้ว" หญิงสาวว่า "เบียคุรันถึงเอาร่างของท่านพี่ออกจากวินดิเช่..."

    "เอาร่างออกจากคุกไม่ได้หมายความว่าผมจะย้ายร่างนี่ครับ" ผู้พิทักษ์สายหมอกเปรย จากนั้นจึงย้อนถามผู้มีศักดิ์เป็นน้องสาว "ว่าแต่ผมบอกให้อาเงฮะกันเคียวยะจากผู้ชายคนนั้น ทำไมถึงยังช่วยเขาให้มาหาผม?"

    ภายในน้ำเสียงระรื่นหู เจือด้วยโทสะเล็กๆ ด้วยรู้ว่าสิ่งที่เขาเพียรกำชับหนักหนาถูกละเมิด

    ...ปกป้องต้นซากุระจากกล้วยไม้ขาวที่แสนอันตราย...

    "ท่านพี่ก็รู้ว่าคุณฮิบาริไม่ใช่คนประเภทนั้น" เด็กสาวตอบ "เขาห่วงท่านพี่มากนะคะ"

    "เบียคุรันไม่ใช่คนที่เคียวยะจะต่อกรได้โดยง่าย ณ ตอนนี้" มุคุโร่ว่า "...ผู้ชายคนนี้ท่องไปในเกือบทุกอนาคต เขาศึกษาความสามารถของฝ่ายเรามาอย่างลึกซึ้ง"

    "สายไปแล้วล่ะค่ะ..." หญิงสาวตัดบท "อีกประมาณเก้าชั่วโมงคุณฮิบาริก็จะถึงอิตาลี่ แล้วอาเงฮะก็จะพาเขามาช่วยท่านพี่"

     "ดื้อจริงๆ" เรียวปากอิ่มเหยียดออก พร้อมถอนหายใจแผ่ว
    ไพลินและทับทิมเม็ดสวยจับจ้องเด็กสาวข้างตัว ก่อนโน้มกายเข้ากระซิบอะไรบางอย่างริมหู มือบางกร้านทั้งสองข้างบีบหัวไหล่เล็กตรงหน้าไว้แน่น

    คนฟังเบิกตากว้าง พลางอ้าปากพยายามจะค้านอะไรบางอย่าง หากทุกอย่างก็สายเกินไปเมื่อเจ้าของห้วงความฝันเอ่ยขึ้นเสียงนุ่ม

    "...กลับไปเถอะครับ...."

    ร่างอรชรของหญิงสาวส่องแสงจ้า ก่อนที่เจ้าหล่อนจะหายไปในอากาศ...ทิ้งชายหนุ่มให้นั่งอยู่บนผืนทรายเพียงลำพัง

[RG Veda FanFic: Taishakuten/Ashura-Ou] ::: After the Moon ::: [1/1]

posted on 23 Aug 2009 02:06 by sapphire-apphires  in Yaoi-FanFiction

กว่าจะเขียนจบ...

=w='' แบบว่าชอบคู่นี้มาก แต่ก็เขียนยากเหมือนกันสำหรับแซฟ

แบบว่า...อาชูร่าโอดูสู๊งสูง แต่ก็ไม่ใช่เคะราชินีซะทีเดียว

ส่วนไทชาคุเทนก็...มาโซทางใจได้อีก...

พยายามจะเขียนอะไรรันทดๆแบบไม่ดาร์ค แต่ท่าทางจะแป๊ว =w='

 

======================

กรุณาอย่านำฟิคนี้ไปโพสที่อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตนะคะ

 

:::  After the Moon  :::



Author: Violet Sapphire Lucifer
Fandom: RG Veda by CLAMP
Paring: Taishakuten x Ashura-Ou
Rate: PG-13
Warning: yaoi, angst, k



    เนิ่นนานเหลือเกิน...

    เจ้าของตรีเนตรรำพันในอก หลังจากห้วงภวังค์ถูกปลุกขึ้นจากนิทรารมณ์ในมายา...พลังที่มิได้เป็นของเขาแต่แรกเริ่ม หากคือของเจ้าอันเป็นที่รักยิ่งของเขา

    เพียงผู้เดียว...ที่เทพอัสนีผู้นี้ยอมพลีทุกอย่างเพื่อให้ได้มา

    ร่างกำยำล่ำสันเคลื่อนขยับอย่างอ่อนล้า ก่อนลุกขึ้นจากแท่นบรรทมโอ่อ่า แม้ว่านั่นจะไม่อาจเทียบความหรูหราของห้องบรรทมที่อดีตเจ้าสววรค์เป็นผู้ถือครอง ถึงกระนั้นบรรจถรณ์นี้มีค่ามากกว่านัก

    ยามราตรีกาลอันเปลี่ยวเหงา ไทชาคุเท็นมักล้มกายลงอยู่ ณ ที่แห่งนี้ จมูกโด่งเป็นสันแนบสนิทกับฟูกนุ่ม โดยหวังอย่างยิ่งว่ากลิ่นกรุ่นของเจ้าอันเป็นที่รักยังไม่เลือนลางเฉกเช่นความทรงจำ

    ทว่าในความจริงแล้วที่แห้งนี้ไม่เหลือสิ่งใดนอกจากความหลัง และพลังแห่งชูร่าที่ได้รับจากการกลืนกินฝ่ายนั้น

    ปลายเล็บยาวลูบบนหน้าผาก...บริเวณตราบาปของสวรรค์อันน่ารังเกียจ ทว่าไม่มีซักครั้งที่เขาจะชิงชัง ในเมื่อมันเป็นสิ่งเดียวที่ตอกย้ำว่าความหลังเลอค่ามิใช่เพียงฝัน

    ในทางกลับกัน...สิ่งนี้เป็นของที่ระลึกถึงความขมขื่น...

    เทพอัสนีจมดิ่งสู่ห้วงพลังของมายาอีกครั้ง...


~*~*~*~*~*~


    จากเบื้องล่าง...ท่ามกลางเหล่าทหารชั้นผู้น้อย เพทายกร้าวแกร่งเช่นเดียวกับฝีมือการรบจับจ้องบนอัฒจรรย์สูง ซึ่งเป็นที่ประทับของจอมเทพและพระธิดา แล้วหยุดลงที่จอมทัพสวรรค์ เจ้าของความแข็งแกร่งอันเป็นที่สุด...ผู้ประทับอยู่ข้างกายพระธิดา

    อาชูร่าโอ...เหนือหัวของกลุ่มเทพแห่งการทำลายล้าง ชายผู้เพรียบพร้อมด้วยรูปลักษณ์ ยศฐาบรรดาศักดิ์ และความสามารถ โดยเฉพาะพลังมายาอันน่ากลัวเกรง

    สืบสาวอดีตกาล...ล่วงรู้อนาคต

    หากพลังนั่น...เคยหยั่งรู้ความรู้สึกในก้นบึ้งหัวใจหรือ?

    เนิ่นนานเหลือเกิน...

    ไทชาคุเทนชื่นชมในความสามารถของอาชูร่าโอ เหนืออื่นใดคือความงามอันจับตัวยาก ด้วยดวงหน้าสีงาช้างคมคายซึ่งล้อมกรอบด้วยเรือนผมสีถ่านมันปลาบ อันยาวสลายคลุมไหล่กว้าง ดูเด่นสะดุดตาแม้ร่างหนาในชุดคลุมชั้นดีจะอยู่แสนไกล ไพฑูรย์น้ำเอกที่ทอดมองเบื้องล่างนั้นอบอุ่นกว่าแสงตะวัน

    และนั่นคือผู้เดียวที่ทำให้เขาเจียนคลั่ง ยอมทุกอย่างเพื่อให้ได้มา

    เขากระหายในอำนาจ...เพื่อที่จะทัดเทียม

    เขากระหายในอำนาจ...เพื่อที่จะครอบครอง...

    แม้บรรดาศักดิ์ของเจ้าอสุราจะด้อยกว่าองค์เหนือหัวของสวรรค์ สำหรับเทพสายฟ้า...เจ้าอสุรานั้นดูงดงามและสูงสง่ากว่านัก

    สูงส่งเกินกว่าจะอาจเอื้อม...

    ในเสี้ยวพริบตาหนึ่ง...เนตรคู่สวยนั้นเบือนหันมองมาทางเขา เขาผู้ถูกกลืนอยู่ในคลื่นทวยเทพที่แห่กันเข้าชมพระบารมี

    ดวงหน้าเข้มขรึมแหงนมอง ไพลินสีอ่อนจ้องลึกลง...ค้นหาความลึกล้ำในประกายวับวาวแห่งอำพัน

    เพื่อให้ได้มาซึ่งท่าน...ต่อให้เป็นตำแหน่งของดาราข้าก็จะเปลี่ยนแปลงมันให้ได้

    ...........................................

    ...............................

    ......................

    ............

    .....

    ..

    ในรัตติกาลอันเงียบงัน ร่างสูงล่ำเดินเลียบเคียงเงาสลัวอันเกินจากเสาสูงลวดลายวิจิตรของเทวสถาน ท่ามกลางสายลมอ่อนซึ่งเย้าหยอกเอาเส้นไหมสีเงินยาวเกือบจรดพื้นให้พริ้วไหว และอาภรณ์เนื้อดีที่ปกคลุมแผ่นหลังเยือกเย็นดั่งผาน้ำแข็ง

    ร่างนั้นหวังเพียงว่าท่านเจ้าผู้งดงามและแข็งแกร่งท่านนั้นจะจรผ่านเหมือนทุกครา
    
    ในที่สุดผู้ที่เขารอคอยก็ปรากฎขึ้นในเงามืด ดวงหน้าหล่อเหลากว่าเทพบุตรทั่วไปดูเหมือนมีเรื่องหนักอก แม้จะดีใจหนักหนาที่ความหวังเล็กๆจะกลายเป็นจริง ทว่าไพทูรย์น้ำเอกยังคงนิ่งสงบ...ซุกซ่อนความชุ่มใจไว้ในส่วนลึก

    "ไทชาคุเทน..."

    "กำลังจะกลับหรือ อาชูร่าโอ?" ผู้ถูกเอ่ยทักถาม "เดินอยู่คนเดียวโดยไม่มีผู้คุ้มกันซักคน...ท่านไม่มีทางรู้ว่าศัตรูอาจซ่อนตัวอยู่ซักแห่งก็ได้"

    อาชูร่าโอนิ่งเงียบ...เพิกเฉยกับน้ำเสียงขรึมกระด้างของเทพแห่งสายฟ้า และยังย้อนถามเสียงนุ่ม

    "ไทชาคุเทน ท่านน่ะ คิดว่าชะตากรรมเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้หรือเปล่า?"

    เทพแห่งสายฟ้านิ่งเพียงครู่หนึ่ง ก่อนตอบโดยไม่ลังเล "สำหรับข้า ถ้าเพื่อสิ่งที่ต้องการ ต่อให้เป็นตำแหน่งของดาราข้าก็จะเปลี่ยนแปลงมันให้ได้"

    เรียวปากบางสีสดคลี่ออกเล็กน้อย แล้วถามอีกครั้งพร้อมเคลื่อนกายเข้าหาเจ้าของดวงตากร้าวแกร่ง

    "ถ้างั้น... จะช่วยข้าเปลี่ยนวิถีดาราได้ไหม?"

    ไทชาคุเทนคลายกล้ามเนื้อบนใบหน้าขรึม หลังจากได้ยินคำถามที่ดูเป็นเชิงขอร้องด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล...ไพเราะเสียจนใจสะท้าน

    "ถ้าช่วยท่าน จะให้สิ่งที่ข้าต้องการหรือเปล่าล่ะ?" เขาย้อนถาม

    เจ้าแห่งเผ่าอสูรแย้มสรวล ด้วยปรีดาที่บุรุษตรงหน้ามีทีท่าว่าจะให้ความร่วมมือ และอีกเสี้ยวหนึ่งของใจรู้สึกขันความอ่อนโยนของเทพสายฟ้า ซึ่งคาดว่าไม่เคยมีใครเคยสัมผัส

    "ท่านต้องการอะไร?"

    มือยาวกร้านอันเจนศึกถือวิสาสะช้อนเรือนผมสีหมึก ปล่อยให้ความนุ่มลื่นกว่าเส้นไหมปลอบประโลมความรู้สึกที่เพียรซ่อนมาเนิ่นนาน

    หากนั่นกลับบีบคั้นหัวใจที่เต้นถี่รัวมากขึ้น...

    น้ำเสียงทุ้มกล่าวขึ้นอย่างแผ่วเบา "ท่าน"

    จอมทัพอสุราเบิกตากว้าง เพราะคำตอบที่ได้รับไม่ใช่สิ่งที่คาดคิด

    มายา...ความสามารถในการเสาะอดีตและหยั่งรู้อนาคตที่ทั้งน่ากริ่งเกรงและริษยา  กลับไม่อาจอ่านจิตใจและความรู้สึกได้

    อย่างไรก็ตามสำหรับอาชูร่าโอ...นั่นไม่สำคัญเท่าเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงโชคชะตา

    "หากนั่นสามารถเปลี่ยนโชคชะตาได้...."

    ริมฝีปากบางสีอ่อนแนบกับเส้นไหมนิลกาฬ ส่วนดวงตาจับจ้องความงดงามอันพร่าตาของรูปหน้าหมดจด "ถ้าเช่นนั้นคืนนี้..."

    อำพันเรียวอันอ่อนละมุนหรุบลง อาชูร่าโอยกมุมปากอย่างรู้ทัน

    "ตามข้ามาที่พำนักเถิด"


~*~*~*~*~*~


    เจ้าของเรือนผมสีเงินยวงยาวสยายเยื้องกรายเข้าสู่อาณาเขตปราสาทแห่งอาชูร่า โดยมีเจ้าของถิ่นคอยเป็นผู้นำทาง

    ที่แห่งนี้หาได้หรูหราและเฟื่องฟูอย่างเช่นตำหนักจอมเทพ ทว่าสวยงามแปลกตาในแบบของปฎิมากรรมประจำเผ่า

    อาจเป็นเพราะบุรุษสูงศักดิ์ตรงหน้า ทำให้บรรยากาศโดยรอบยังคงอบอุ่น แม้ว่ารอบด้านจะเงียบสงบ

    คบเพลิงโชติช่วงเป็นระยะ ในขณะที่ร่างสูงหนาเยื้องผ่าน อาคันตุกะชำเลืองมองเปลวไฟสีม่วงอ่อนที่สาดแสงโลมเลียรอบด้าน แล้วเปรยขึ้นเสียงนุ่ม

    "ข้าไม่คิดว่าที่นี่จะเงียบงันถึงเพียงนี้"

    อีกฝ่ายกลั้วหัวเราะแผ่วเบา ก่อนเอ่ยถามแช่มช้า "แล้วท่านคิดว่าที่นี่น่าจะเป็นเช่นใด?"

    "เต็มไปด้วยสังคีต"

    "ท่านคิดถูกแล้ว ไทชาคุเทน" จอมทัพแห่งเทวานครตอบ "...เพียงแต่ช่วงนี้ข้าต้องการอยู่เงียบๆลำพัง"

    "เพราะท่านกำลังครุ่นคิดเรื่องการเปลี่ยนโชคชะตาหรือ?"

    อาชูร่าโอคลี่ยิ้ม ก่อนเขาจะพาไทชาคุเทนมาถึงเรือนขนาดกว้างที่มีเพดานเป็นโดมกระจกสูง เครื่องใช้ภายในห้องมีเพียงเบาะขนาดใหญ่ที่เติมเต็มห้องไปกว่าครึ่ง ซึ่งตั้งอยู่หลังม่านบางสีเงิน และโต๊ะรับแขกทองคำอันเกิดจากการแกะสลักของช่างเผ่าอสูร

    ไทชาคุเทนมิได้แปลกใจแต่น้อยแม้ที่นี่จะไร้ซึ่งคบไฟ เนื่องจากตัวเรือนนั้นแยกยื่นออกมาจากปราสาทขึ้นสูงกลางฟ้า ท่ามกลางหมู่ดาราซึ่งโอบล้อมไว้ประดุจมือยักษ์ รัศมีเรืองรองจึงเป็นแสงให้ภายในสว่าง
    
    "ข้าขอต้อนรับท่านสู่เรือนดารา" อาชูร่าโอเปรย "ราตรีนี้ขอให้ท่านใช้เรือนแห่งนี้เสมือนเคหะสถานของท่าน ห้องอาบน้ำอยู่ด้านขวามือ...อีกซักครู่ข้าจะให้บ่าวนำของว่างมารับรองท่าน"

    ว่าแล้วก็ทรงเคลื่อนขยับตัวเตรียมที่จะไป หากท่อนแทนแกร่งเข้าโอบคอไว้จากเบื้องหลัง พลางสางเส้นไหมนุ่มสีนิลอย่างเบามือ

    "ท่านเจ้า...ข้าไม่ปรารถนาสิ่งในนอกจากท่าน..." เทพอัสนีกล่าว น้ำเสียงห้าวกระด้างนั้นนุ่มนวลผิดไปจากเคย "โปรดอย่าหนีข้าไปที่ใดเลย..."

    ใบหน้าคมคายหันมองเจ้าของเรือนผมสีเงินยวงอันยาวสยายแทบจรดพื้น แล้วถามขึ้นอย่างอ่อนโยน "ในเมื่อสิ่งที่ท่านต้องการคือข้า และข้ารับปากที่จะให้ในสิ่งที่ท่านต้องการ เหตุใดข้าต้องหนีท่านด้วย...ไทชาคุเทน? "

    "ข้าหมายถึงหัวใจของท่าน" เทพอัสนีตอบ พร้อมเลื่อนมือกุมหัตถ์สีงาช้าง จากนั้นจึงแนบเรียวปากลงบนเนื้อเนียน "อาชูร่าโอ..."

    เนตรทองคำหรุบมองเส้นผมสีเงินบนแผ่นอกล่ำสันตรงหน้า ก่อนใช้ปลายนิ้วเรียวเสลาเข้าลูบไล้อย่างเบามือ

    "ผมของท่านสวยและยาวนัก คงจะสระลำบากเป็นแน่" อาชูร่าโอกล่าว พลางแนบพวงแก้มลงบนเรือนไหมนุ่มตรงหน้า "คืนนี้ข้าจะช่วยท่านสระผมแล้วกัน"

    เพทายน้ำเอกไหวระริกดั่งละลอกคลื่นบนผิวน้ำ ซึ่งสะท้อนความสั่นไหวในส่วนลึกของหัวใจ
    
    "อย่าได้หวั่นใจเลยไทชาคุเทน..." เจ้าอสูรว่า ดวงหน้าทรงเสน่ห์ยื่นเข้าหาเทพอัสนีแช่มช้า "ทุกสิ่งทุกอย่างของข้า...เป็นของท่านแน่นอน"

    กลีบปากนุ่มลื่นเข้าบดเบียดริมฝีปากตรงหน้า พลางขมเม้มอย่างแผ่วเบา สองมือเลื่อนโอบแผ่นหลังอันล่ำสันเช่นหินผา แล้วปิดตาพริ้ม...สัมผัสความอบอุ่นที่ซึบซาบสู่หัวใจ
    
    ไทชาคุเทนจับจ้องรอยยิ้มของเหนือหัวแห่งอาชูร่า ความเจิดจรัสราวแสงตะวันทำให้นัยน์ตาของเขาพร่าเลือน

    ...เช่นเดียวกับจิตใจ...


 ~*~*~*~*~*~*~*~


    ทุกสิ่งทุกอย่างของข้า...เป็นของท่านแน่นอน

    น้ำเสียงทุ้มเสนาะหูยังกังวานก้องในโสต ภาพรอยยิ้มสดใสยังคงแจ่มแจ้ง และสัมผัสนุ่มแห่งริมฝีปากยังคงอบอุ่น ดั่งว่าทุกอย่างเพิ่งเกิดขึ้นไม่กี่วินาที

    เปลือกตาทั้งสามปิดลง...ซ่อนความโหยหาอันทรมานซึ่งถ่ายทอดผ่านประกายตาหมองหม่น

    ท่าน...

    หากว่าเขาเฉลียวใจซักนิดกับความหมายโดยนัยของประโยคนั้น ทุกอย่างอาจไม่กลายเป็นเช่นนี้


~*~*~*~*~*~*~*~


    "อาชูร่าโอรุ่นต่อไปจะทำให้สามโลกพินาศงั้นหรือ?"

    เทพสายฟ้าเอ่ยถาม ในขณะที่ยืนชมหมู่ดาวดารดาษบนผืนฟ้าอยู่ริมเสา...ปล่อยให้สายลมจับต้องเรือนผมสีเงินยวง ซึ่งเพิ่งสระหมาดๆโดยจอมทัพแห่งสวรรค์อย่างย่ามใจ

    "คำทำนายของคุโย ดาราพยากรณ์ ไม่เคยผิดพลาดหรอก" จอมทัพแห่งสวรรค์เปรยนุ่ม พลางหรุบตามองฝ่ามือที่ยกขึ้นปิดใบหน้า "ข้ากำลังจะสร้างบาป บาปที่พยายามจะต่อต้านมติฟ้า เปลี่ยนแปลงชะตากรรม บาปที่ถ้าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรมได้ ก็จะทำให้โลกนี้กลายเป็นนรกอเวจี และบาปที่อยากให้ลูกของข้า ซึ่งเป็นเจ้าแห่งเผ่าชูร่าคนต่อไปถือกำเนิดขึ้น แม้จะรู้อยู่แล้วว่าจะต้องเกิดเหตุการณ์เช่นนั้น"

    ดวงตาสีครามเบือนมองผู้พูด ก่อนตัดสินใจเคลื่อนตัวเข้าหาฝ่ายนั้น เรียวนิ้วกร้านยาวเข้าสางเรือนผมสีดำขลับด้วยความทะนุถนอม พร้อมให้คำมั่นสัญญาด้วยเสียงนุ่มนวล

    " ถ้านั่นคือความประสงค์ของท่าน ข้อขอสัญญา....ต่อให้ต้องหลั่งเลือดมากมายเพียงใด ไม่ว่าใครจะต้องตกนรก ข้อก็จะไม่มีวันผิดสัญญาต่อท่านเด็ดขาด ข้าจะไม่ยอมให้ราชบุตรอาชูร่าที่จะเกิดมาคืนชีพในฐานะเทพแห่งการทำลายล้าง"

    ว่าแล้วจรดริมฝีปากลงบนปลายผมนุ่ม

    เจ้าแห่งชูร่ายิ้มน้อยๆ "วันนี้ข้าพบกับยาชาโอ"

    "ผู้ที่มีชะตากรรมต้องปลุกให้ราชบุตรคืนชีพน่ะเหรอ?"

    "เป็นเด็กที่มีตางดงามมาก" เปรยพลางหรุบตาลง อำพันเรียวสวยทอประกายวับวาวไม่ต่างจากดวงเดือน

    "ถ้าอย่างนั้น ข้าก็จะเป็นจอมเทพก็แล้วกัน เพื่อท่าน...เพื่อควบคุมทุกอย่างบนสวรรค์นี้ เพื่อคอยดูหกดาราที่จะมารวมตัวกันที่ราชบุตร เพื่อขัดขวาง ไม่ให้คำพยากรณ์เป็นความจริง"

    "ขอบใจท่านมาก ไทชาคุเทน" อาชูร่าโอกล่าว

    แววตาสีทองคำสะท้อนใบหน้าคมคายที่ค่อยๆยื่นเข้าใกล้ ความแข็งกระด้างตรงหน้าถูกลบเลือนด้วยเรียวปากบางซึ่งคลี่ออกอย่างนุ่มนวล

    ...ชายที่ยอมทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเขา...

    ริมฝีปากทั้งคู่แนบสนิท ถ่ายทอดความรุ่มร้อนผ่านปลายลิ้น ซึ่งผลัดกันละเลียดเลียแผ่วเบา ผู้ที่อยู่ด้านบนค่อยทาบลง...กดทับแผ่นหลังหนาให้ชิดติดเบาะนุ่ม

    บุรุษที่อยู่ด้านล่างโอนอ่อนอย่างว่าง่าย ดวงหน้าเรียวเบือนไปด้านข้าง เปิดให้คนด้านบนสัมผัสลำคอสีงาช้างได้เต็มที่ พลางใฃ้นิ้วเรียวกร้านสอดเข้าใต้อาภรณ์ลื่นบาง ซึ่งปกคลุมไหล่แกร่งเบื้องหน้า

    "กายของท่าน...ช่างหอมเหลือเกิน" เสียงทุ้มห้าวกระซิบ ระหว่างขบเม้มใบหูกว้าง อันเป็นเอกลักษณ์แห่งเผ่าอสูร

    จ้าวอสูรรูปงามคำรามแผ่วเบา เมื่อลมหายใจกรุ่นริมใบหูโหมเร้าไฟราคะให้ลุกโชนแช่มช้า

    "มันก็ไม่ต่างจากท่านนักหรอก...ฮื่อ..."

    ลิ้นสากอุ่นลากบนซอกลำคอที่ค่อนข้างหนา ก่อนเคลื่อนลงสูงยอดอกระเรื่อซึ่งแข็งตัวเป็นตุ่มไต พร้อมใช้สองมือลูบไล้แผ่นหลังอันเกร็งแอ่น...ตอบสนองการเล้าโลมอย่างมีชั้นเชิงของบุรุษตรงหน้า

    ...ไทชาคุเทน...

    เพทายคมกริบที่เคยเย็นชาบัดนี้สุกสว่างกว่าดาวบนฟ้า และอบอุ่นยิ่งกว่าแสงตะวัน ทุกครั้งที่จ้าวอสูรจ้องลึกในแววตาคู่นั้น...เพียรค้นหาก้นบึ้งหัวใจ เขามักรู้สึกถึงความอัดแน่นในอก

    ข้ากำลังใช้ร่างกายข้าผูกมัดท่าน และใช้ความรู้สึกที่ท่านมีให้ข้า...ทำให้ความปรารถนาของตัวข้าให้เป็นจริง

    ความจริงจังของท่าน...ทำให้ข้ารู้สึกละอายเหลือเกิน...

    "ฮื่อ.."

    ลมหายใจของจ้าวอสุราขาดห้วงเป็นระยะ เมื่อเทพสายฟ้าใช้ริมฝีปากสัมผัสกล้ามเนื้อท้อง คมฟันที่คอยหยอกเย้าแผ่วเบา...ทำให้จ้าวอสุราสะบัดหน้าขึ้นด้วยความรัญจวน

    "มองข้าอาชูร่าโอ" เทพแห่งสายฟ้าสั่ง แล้วใช้สามนิ้วเชยคางมนขึ้น "ข้าเป็นเพียงผู้ต่ำต้อย อีกทั้งยังเป็นชายฉกรรจ์...แน่นอนว่าท่านคงไม่คิดพิศวาสข้า"

    "ไทชาคุเทน..."

    "เพื่อการเปลี่ยนโชคชะตา...ท่านถึงขนาดยอมกายเข้าแลก แม้ข้าจะดีใจที่ท่านเลือกข้า ข้าเองก็รู้สึกเสียใจเช่นกัน..."

    แม้ห้วงความคิดจะว่างเปล่า เนื่องจากราคะที่แผดเผาสติสัมปชัญญะให้เป็นจุล อาชูร่าโอยังคงมีสติพอที่จะได้ยินและเข้าใจในสิ่งที่ไทชาคุเทนพูดทุกถ้อยคำ

    "ข้า...บอกท่านแล้วว่า...อย่าได้หวั่นใจ..." เขาเค้นเสียงกล่าว ท่อนแขนแกร่งยันกายขึ้นจากฟูกนุ่ม "ทุกสิ่งทุกอย่างของข้า...เป็นของท่านแน่นอน"

    อาชูร่าโอไม่ปฏิเสธ...ว่าเขาเองหลงใหลในความเด็ดเดี่ยวมั่นคงของไทชาคุเทน แม้ว่าความหลงใหลนั้นไม่ได้ใกล้เคียงความรู้สึกรักก็ตาม

    หากว่าทุกอย่างไม่เป็นดังที่ข้าเห็นด้วยพลังมายา...ข้าอาจจะรักท่านก็ได้

    สองมือกดไหล่ผึ่งผายลงติดเบาะ...เปลี่ยนตำแหน่งจากเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง แล้วจึงโน้มตัวกระซิบข้างใบหู

    "อย่างน้อยที่สุด...ข้าไม่เคยรังเกียจท่าน และไว้ใจพอที่จะฝากทุกอย่างไว้กับท่าน"

    เรียวนิ้วสอดแทรกเข้าในเรือนผมยาวสีเงินยวง เพทายและอำพันประสานกัน สะท้อนความรู้สึกหลากหลายที่ไม่อาจถ่ายทอดออกเป็นคำพูด

    
 ~*~*~*~*~*~*~*~


    กลิ่นไหม้และคาวเลือดกำจายฟุ้ง ท่ามกลางซากปรักหักพัง....ความพินาศที่เกิดขึ้นจากการก่อกบฎ สรวงสวรรค์ที่งดงามกลายเป็นสมรภูมิสีแดง

    เบื้องหลังความทะเยอทะยาน...ใครจะรู้ว่าทุกอย่างคือบทละคร ซึ่งสรรสร้างขึ้นเพื่อบุรุษเพียงผู้เดียว    

    เจ้าของบทละครทั้งคู่ บัดนี้ยืนประจันหน้ากันอยู่ตามลำพัง

    "กองทหารเซ็นมิโจทั้งหมดพ่ายแพ้แล้ว เหลือเพียงท่านกับจอมเทพเท่านั้น"

    "งั้นหรือ ถ้าอย่างนั้น นี่เป็นคำขอร้องครั้งสุดท้ายของข้าแล้ว เทพสายฟ้าไทชาคุเทน"

    จอมทัพแห่งเทวานครเรียกดาบคู่ใจออกมาจากฝ่ามือ ก่อนพุ่งเข้าปะทะหัวหน้ากบฎ ด้วยพลังแท้จริงส่วนหนึ่งของเผ่าอสูร

    แม้หัวหน้ากบฎจะสามารถเลี่ยงหลบ...หากเขาเองก็หวาดหวั่นกับความแข็งแกร่ง ที่แม้แต่อาชูร่าโอยังเกรงกลัว

    แววตาสีครามสะท้อนภาพชายรูปงามในชุดเกราะทองคำและทับทิมเม็ดงาม ซึ่งยังสะอาดสะอ้านทุกกระเบียดนิ้ว

    ท่านคิดจะทำอะไร...อาชูร่าโอ?

    อำพันคมสวยทอดมองร่างกำยำ เจ้าของเสื้อเกราะขาวพิสุทธิ์ โดยมีเพียงผ้าคลุมหลังเท่านั้นที่ขาดวิ่นไปบางส่วน

    ไทชาคุเทน...ท่านแข็งแกร่ง หากยังไม่พอที่จะเปลี่ยนวิถีดารา...    


    "จงฆ่าข้าแล้วกินร่างข้า"

    คิ้วสีอ่อนเส้นหนาขมวดเข้าด้วยกัน เพทายคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง

    "เพราะถ้าหากไม่สามารถเปลี่ยนวิถีดาราได้ ข้าอยากให้ท่านฆ่าลูกข้าก่อนที่จะกลายเป็นเทพแห่งการทำลายล้าง และเพื่อการนั้น...ท่านต้องใช้พลังของข้า"

    ไทชาคุเทนไม่อาจปฏิเสธคำขอของอาชูร่าโอได้ แม้ว่าเขา...ไม่ต้องการปลิดชีพของคนที่เขารัก ทว่าเขาได้ให้คำมั่นสัญญา...สัญญาครั้งแรกในชีวิตของเขา และไม่ว่าต้องทำสิ่งใด เขาต้อรักษามันไว้ให้ได้

    มือกร้านหนาอันเจนศึกกระชับด้ามดาบไว้แน่น...แน่นเสียจนฝังเล็บลงในเนื้อกระด้าง แน่นเสียจนเลือดซึมไหลลงเป็นทางยาว

    การปะทะครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ แล้วจบลงที่ดาบอัสนีฝังลงในร่างของจ้าวอสูร

    "อาชูร่าโอ...ท่าน...." ไทชาคุเทนกล่าวเสียงแผ่ว ระหว่างจับจ้องรูปหน้าหล่อเหลา ซึ่งหมุ่นลงด้วยความเจ็บปวด

    ของเหลวอุ่นสีสดที่อาบมือเขา...ทำให้หัวใจแทบหยุดเต้นลง...

    "ข้า...ขอมอบทุกสิ่งทุกอย่างของข้าให้ท่าน"

    สองแขนแกร่งกระชับรอบแผ่นหลังกว้างใหญ่  ก่อนร่างหนาโชกเลือดทรุดลงบนท่อนแขนล่ำสันที่พยุงเอาไว้

    "ไทชาคุเทน...ข้า...."

    แล้วการโอบรัดก็คลายลงช้าๆ...จนสองแขนนั่นทิ้งลู่ลงพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง

    
 ~*~*~*~*~*~*~*~


    เปลือกตาบางปรือเปิด หลังจากรับรู้ถึงการมาเยือนของเจ้าชายต้องสาปแห่งสวรรค์ ผู้เป็นเจ้าของตรีเนตร...และปีกสีดำเฉกเช่นปีกกา

    "ในตอนนั้น...ท่านต้องการถูกอาชูร่าฆ่าใช่ไหม?" ผู้มาเยือนเอ่ยถาม

    "เพราะความเจ็บปวดที่สุด คือการอยู่โดยลำพังในโลกที่ไม่มีคนที่เรารัก" เรียวปากบางคลี่ยิ้ม "และข้าเอง...ก็หมดหน้าที่แล้ว"

    เนตรสีครามทอดมองจันทร์เสี้ยว ที่ส่องแสงเรืองรองท่ามกลางนภามืด

    "ตลอดเวลาที่ผ่านมา...ทั้งท่านและอาชูร่าโอเปรียบเสมือนพระอาทิตย์และพระจันทร์ที่ไม่อาจเคียงคู่กันได้ นอกจากอยู่ในร่มเงาของกันและกัน แต่ดูเหมือนว่าอีกไม่นานความต้องการของท่านจะเป็นจริงแล้ว ไทชาคุเทน"

    ผู้ฟังหรุบตาลง...หวนนึกถึงคำพูดสุดท้ายที่จ้าวอสุราบอกกล่าวผ่านมายา...

    ไทชาคุเทน...หากภพหน้ามีจริง...ข้าจะรักท่าน....

    "ข้าตายโดยที่รักษาสัญญาของข้าได้..."

    ดังนั้นถึงตาของท่านแล้ว...อาชูร่าโอ...

    ..................

    ............

    ......

    ...

    ..

[KHR FanFic: 1006918]::: L'Amore Nascosto ::: [10]

posted on 07 Aug 2009 11:28 by sapphire-apphires  in Yaoi-FanFiction

อัพก่อนนอน...(จริงๆตาจะปิดแล้ว...)

เผาฟิคจริงๆค่ะ...ช่วงนี้ไม่ว่างเลย

แบบว่า...เมายา(??)((ลดน้ำมูก)) และ มีอบรมทุกวันแต่เช้ายันเย็น...

เพลียมากค่ะ...

ช่วงนี้เลยนอนเช้าตื่นเช้า และแซฟอยากจะรักษาพฤติกรรมนี้เอาไว้ (ฮา)

เพิ่งจะมีเวลาปั่นฟิควันนี้...ฝากด้วยนะคะ

 

==========================

กรุณาอย่านำฟิคไปโพสที่อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตนะคะ

 

 

 

::: L'Amore Nascosto :::



Author: Violet Sapphire Lucifer
Pairing: 1006918
Rate:  NC-21 for this chapter
Warning: BL, Semi-AU, BDSM, angst



(๑๐)  กายหยาบของสายหมอก




    "รังแกคนป่วยมันไม่ดีนะครับคุณเบียคุรัน"

    ปีศาจตัวสวยผู้นอนสิ้นอิสรภาพบนฟูกนุ่มตัดพ้อเสียงพร่าด้วยความอ่อนแรง ในขณะที่ปลายนิ้วทั้งห้าของเจ้าของโซ่ตรวนกำลังเล่นซนอยู่ใต้สาบเสื้อ โดยค่อยๆไต่ลงไปถึงร่องสะดือลึก

    "ท้องเธอนี่แห้งจริงๆนะ...น่าจะกินเยอะๆหน่อย" เจ้าของนิ้วซุกซนลงความเห็น ดวงตาเรียวคมดุจพญาเหยี่ยวหรี่ลงอย่างมีเลศนัย "...อย่างของเหลวอุ่นๆน่าจะเหมาะสำหรับคนป่วยนะ"

    โสตสัมผัสของคนไร้ประสาทจักษุกระตุกวูบ หลังจากได้ยินเสียงครืดคราดอย่างรวดเร็ว ราวมีคมจอบลากอยู่บนผืนดินแห้ง

    ความสูงสง่าแห่งกุหลาบแดงถูกบิดเบือน...แทนที่ด้วยความรัญจวนของกล้วยไม้ขาว

    ปลายจมูกเรียวโด่งได้รูปรับรสหอมฉุนอันเป็นเอกลักษณ์ ริมฝีปากอิ่มสัมผัสได้ถึงความนุ่มหยุ่นของผิวเนื้อ ซึ่งชุ่มโชกด้วยของเหลวเหนียว...ต้นกำเนิดกลิ่นอายจำเพาะ

    ...ฉุนและคาวปร่า...

    โครงหน้ารูปไข่อันขาวซีดสะบัดออก พลางเม้มริมฝีปากแน่น แก้วตาสีอัญชัญหรุบมองภาพเบื้องหน้าอย่างสุขสม ปลายนิ้วหนาลดลง...กอบกุมส่วนกลางของร่างกายที่นอนอ่อนแรงเบื้องหน้า

    คงจริงที่เขาว่า...การเสียประสาทสัมผัสส่วนหนึ่ง จะทำให้ประสาทสัมผัสอีกส่วนแข็งแรงขึ้น

    โรคุโด มุคุโร่นึกในใจ หลังจากตระหนักถึงน้ำหนักที่บรรจงเค้นคลึงส่วนที่หลับใหลให้ตื่นขึ้น ความนุ่มอุ่นถูกถ่ายทอดผ่านผิวหนัง...ขับเคลื่อนคลื่นความร้อนให้พวยพุ่งอยู่ภายใน

    เบียคุรันเหยียดยิ้ม ระหว่างนวดเฟ้นแก่นกายระเรื่ออย่างรวดเร็ว พร้อมกระชับกล้ามเนื้อฝ่ามือให้โอบรัดความแข็งขืนให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ ดวงตาคู่คมจับจ้องใบหน้าขาวเผือดซึ่งผุดพรายด้วยหยาดเหงื่อ ก่อนค่อยๆผ่อนแรงและจังหวะลง...จงใจทรมานฝ่ายนั้นช้าๆ เมื่อเห็นว่าอารมณ์คุกรุ่นกำลังทะยานขึ้นถึงจุดสูงสุด

    ทว่ามีหรือที่มุคุโร่จะไม่รู้ทัน...

    เสียงหวานนุ่มอันพร่าเรือนกลั้วหัวเราะในลำคอ พลางคลี่เรียวปากระเรื่อที่แห้งผากออก

    ปลายลิ้นนุ่มสีชมพูแลบเลีย...รับสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ในปากจนสุด คิ้วโก่งสวยขมวดหมุ่นด้วยสำลักของเหลวใสที่หลั่งออกเพียงเล็กน้อย...ปนเปกับน้ำลายในช่องปากอุ่น ที่ดูดดุนลำตัวอวบยาวเสียจนแก้มตอบ คมฟันขาวสวยขบกัดความนุ่มหยุ่น เย้าหยอกรอยต่อระหว่างแก่นกายและปลายยอด แล้วจึงใช้ลิ้นลากไล้ลงจนสุดโคน

    "ฮะ...ฮื่อ..."

    ผู้ถูกครอบครองสั่นสะท้านด้วยความเสียวซ่าน ลมหายใจถูกผ่อนออกสม่ำเสมอและหนักหน่วง ความรู้สึกดังกล่างส่งผลให้ปลายนิ้วเคลื่อนขยับอีกครั้ง

    ...ความสุขสันต์ที่เขาได้รับจากคนตรงหน้าในครั้งนี้ ต่างออกไปจากทุกที...

    ทุกสัมผัสเกิดจากความละเมียดละไมและความนุ่มนวล หาใช่ความเร่าร้อนดุจเปลวอาทิตย์ที่คอยแผดเผาเรือนร่างให้มอดไหม้พร้อมกามารมณ์

    ...ต่างออกไป...

    "ฮ้าาา"

    ดวงหน้าละมุนรูปไข่สะบัดเกร็ง พลางจิกปลายเท้าลงบนผ้าปู เมื่อเขาฉุดขึ้นสู่สรวงสวรรค์ด้วยน้ำมือของเทพบุตรสีขาว ถึงกระนั้นอีกฝ่ายก็พร้อมใจปลดเปลื้องความร้อนรุ่ม เติมเต็มช่องปากอุ่นด้วยของเหลวขุ่น

    อย่างไรก็ตาม...เขาปฎิเสธการกลืนกินหยาดน้ำจากก้านกล้วยไม้...

    "ครั้งนี้...เธอต่างออกไปจากทุกทีนะ" กล้วยไม้หนุ่มลงความเห็น ใบหน้าคมคายก้มลงแนบชิดกับพวงแก้มซีด

    เจ้าของพวงแก้มกลั้วหัวเราะแผ่ว "ผมเป็นคนป่วยนี่ครับ"

    อะเมทิสต์อันเปล่งประกายหรี่ลง มือเรียวยาวค่อนข้างหนาซุกไซร้เข้าใต้ร่มผ้าท่อนบน ซึ่งเปิดให้เห็นยอดอกระเรื่อเล็กน้อย ราวจงใจยั่วเย้า

    "อย่าโกหกกันดีกว่า..." เสียงทุ้มระรื่นหูเปรย แล้วจึงลดเสียงลงกระซิบ "มุคุโร่ที่น่ารักของชั้น"

    ท้องนิ้วเสียดสีติ่งเนื้อจนชูชันตามที่ร่างกายเคยถูกสัมผัสดังกล่าวเสี้ยมสอน คนถูกเล่นจึงหรุบตาลง

    "ผมป่วย...คุณก็เห็นนี่ครับ" เขาตอบแช่มช้า "หาว่าโกหกแบบนี้...ช่าง
ใจร้ายเหลือเกิน...เทวดาที่รักของผม"

    "ใช่เธอป่วย..." ผู้ถูกอุปมาให้เป็นเทวดากล่าวนุ่ม พร้อมออกแรงบีบตุ่มไตสีอ่อน ทำให้แผ่นอกเรียบยกแอ่นเล็กน้อย"แต่ชั้นคิดว่ามันไม่ใช่ป่วยแค่ภายนอกอย่างเดียวด้วย...ถูกไหม?"

     มือผอมบางกำผ้าปูแน่นจนข้อนิ้วขาวเผือด เนื่องจากความปวดแปลบซึ่งแล่นปราดจากยอดอกทั้งสอง...ที่ถูกหยอกเย้าอย่างรุนแรง

    "คึหึหึ..." เสียงพร่าแค่นหัวเราะ "รู้ใจกันขนาดนี้ก็ไม่น่าถามนะครับ"

    รอยยิ้มกว้างประทับบนดวงหน้าคมคายอันล้อมกรอบด้วยเรือนผมสีเงินยวงที่เหมือนเม่น หากรอยยิ้มนั่นไม่ได้ให้ความรู้สึกถึงความเป็นมิตรแม้แต่น้อย

    บุรุษที่สูญเสียการมองเห็นรับรู้ถึงกลิ่นอายโทสะของฝ่ายนั้นได้แจ่มแจ้ง

    มือหนาที่คร่าชีวิตมานับไม่ถ้วนกระชากเส้นไหมสีน้ำเงินเข้ม ดึงศีรษะได้รูปสวยขึ้น ยกร่างท่อนบนให้เสมอระดับสายตา

    หากเนตรสองสีคู่ล้ำลึกยังสุกสกาว...ความชิงชังย่อมทอประกาย...ทิ่มแทงหัวใจเขาเป็นแน่

    สายหมอกแห่งวองโกเล่....ที่นภาสีเลือดเช่นเขาไม่เคยทำให้ศิโรราบได้

    เรียวปากซีดอันแห้งผากเหยียดออก ก่อนถามเนิบๆ "คุณไม่พอใจการปรนเปรอจากผม?"

    "พอใจสิ...." นภาโลหิตตอบ "พอใจมากด้วย....มากเกินไป..."

    สายหมอกมากเล่ห์จึงตัดพ้อ "แต่คุณกำลังโกรธ...ช่างเป็นคนที่เอาใจยากจริงนะครับ"

    "เลิกเล่นลิ้นกันดีกว่ามุคุโร่คุง"

    เสียงทุ้มระรื่นบัดนี้เย็นยะเยือกประดุจหิมะ บอกเป็นนัยว่าความอดทนนั้นถึงจุดสิ้นสุดแล้ว

    ถึงกระนั้นสายหมอกไม่เคยกริ่งเกรง

    "...สิ้นท่าแล้วหรอครับ?" เขาถามด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน

     "ชั้นน่ะหรอสิ้นท่า?" คนถูกถามย้อน คิ้วสีอ่อนเป็นเส้นสวยขมวดเข้าหาหันเล็กน้อย "เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่ามุคุโร่คุง?"

    สายลมอ่อนโชยพัดเอากลิ่นกุหลาบโดยรอบให้ตลบอบอวล ทว่ามันไม่อาจพัดพาความตึงเครียดที่โรยตัว...คั่นกลางระหว่างสองบุรุษใจกลางสวน...ออกไปได้

    "คุณอาจจะได้ยินในสิ่งที่คุณอยากได้ยิน คุณอาจจะได้เชยชมในสิ่งที่คุณอยากเชยชม และคุณอาจจะได้ในสิ่งที่คุณอยากได้" มุคุโร่เอ่ยขึ้น "แต่ทุกสิ่งมันไม่ได้เป็นอย่างที่คุณหวังเสมอไปหรอก"

    เบียคุรันยกยิ้มที่มุมปาก "ถ้าดื้อมาก...ต้องถูกลงโทษหนักนะ"

    "บทลงโทษของคุณ...ผมชินแล้วครับ"

    "ไม่ใช่แค่เธอหรอกนะ..." เขาเย้าข้างใบหู "...แต่ฮิบาริคุงด้วย..."

     "เคียวยะยุคนี้...เก่งไม่แพ้คุณหรอกนะครับ" ผู้ถือครองเนตรวัฎสงสารหัวเราะเบาๆ "คุณมันแค่ได้เปรียบเพราะความสามารถของคุณเท่านั้น"

    แม้น้ำเสียงนั้นจะนุ่มหวานและอ่อนโยน ทว่าน้ำเสียงดังกล่าวมีไว้เพื่อเอ่ยถึงผู้พิทักษ์เมฆาของวองโกเล่เท่านั้น และนั่นเปรียบดั่งใบมีด ซึ่งทิ่มแทงนภาแห่งมีลฟิโอเล่

    อำนาจของนภา...ช่างไร้ค่าหากจะใช้มันเพื่อให้ได้มาซึ่งหัวใจของสายหมอกอันเย้ายวน

    "แต่เธอก็ยอมรับสินะว่าชั้นสามารถขยี้คนของเธอได้" กล้วยไม้ขาวเปรย พลางเคลื่อนตัวขึ้นคร่อมกุหลาบแดงที่นอนทอดร่างอย่างสงบบนเตียง

      กุหลาบแดงมองสองมือของกล้วยไม้ ซึ่งปลดเชือกหนังที่พันธนาการข้อเท้าเขาไว้ ก่อนร่างสูงหนานั้นจะเข้าทาบทับ และเขาเองแยกท่อนขาขาวเรียวออก ต้อนรับร่างเบื้องหน้าโดยดุษดี อีกทั้งยังเกี่ยวกระหวัดเอวฝ่ายนั้นไว้ ราวต้องการฝ่ายนั้นหนักหนา

    อีกครั้ง...ที่เขากระซิบวจีหักหาญคนตรงหน้าอย่างไม่มีชิ้นดี

    "คนของผมหรอครับ? ผมเป็นคนของเขาต่างหาก"

    ร่างเบื้องบนเหยียดยิ้ม ประกายตาสีม่วงอ่อนเย็นชาและโหดเหี้ยมกว่าเก่า เขาสอดนิ้วทั้งสามเข้าสู่ทางเข้าคับแคบสีชมพูพร้อมกันอย่างรวดเร็ว

    เสียงฉีกขาดของเนื้อเยื่อดังก้องอยู่ในโสตของผู้ถูกล่วงล้ำ ร่างโปร่งบางครางแผ่วด้วยความปวดร้าวในลำคอ แต่นิ้วทั้งสามไม่มีทีท่าว่าจะหยุดขยับ ซ้ำยังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

    ..สัมผัสในคราวนี้...เขาไม่รู้สึกถึงความสุขสมแม้แต่น้อย...

    เลือดกลายเป็นของเหลวที่คอยหล่อลื่นช่องทางนุ่มหยุ่น สะโพกกลมมนคอยยกขึ้นรับความเจ็บปวด อย่างที่ร่างกายของเขาถูกเสี้ยมสอนมา

    กลีบปากซีดเม้มสนิท เมื่อการรุกล้ำดุดันขึ้นเรื่อยๆ ก่อนท่อนนิ้วทั้งสามจะถูกแทนที่ด้วยความแข็งขืน ซึ่งโถมเข้าเติมเต็มภายให้คับแน่นจนแทบปริ

    "อึ่ก...."

    ร่างสูงหนายังคงโหมสะโพกเป็นระยะสม่ำเสมอ ความรุนแรงในนั้นฉีกกระชากร่างโปร่งบางให้เป็นชิ้นๆจากภายใน

    "คะ....คึ่ก....."

    ร่างของกวีโด้ เดรโค...จวนเจียนจะแตกดับแล้ว...

    อารมณ์ทั้งมวลของเบียคุรันย้อนกลับอย่างรวดเร็ว เมื่อหน้าท้องเรียบหดเกร็ง....แผ่นอกผอมกระตุกขึ้น พร้อมกับสายเลือดที่พุ่งพรวด...ทะลักล้นออกจากช่องปากเบื้องหน้า

    เลือด...ย้อมทุกสิ่งโดยรอบให้เป็นสีแดง...

    สีแดงแห่งสายหมอก...



~*~*~*~*~*~*~*~


    แม้คนตรงหน้าจะมีอำนาจล้นฟ้า หากด้วยจรรยาบรรณแพทย์ทำให้ชายหนุ่มจำต้องขวานผ่าซาก

    "ท่านเบียคุรันครับ...หากเป็นแบบนี้ต่อไป ต่อให้เป็นหมอหัตถ์เทวดาก็ไม่สามารถรักษาคุณโรคุโด มุคุโร่ได้หรอกครับ" เขาบอกเสียงขรึม แล้วถอนหายใจหนัก "บาดแผลจากการต่อสู้กับคุณยังไม่ทันหายดี ด้านนอกก็เจอศึกหนักวันละหลายครั้ง และมันก็กระทบไปถึงอวัยวะภายใน แถมดวงตาทั้งสองข้างยังถูกทำให้ใช้การไม่ได้...ที่สำคัญที่สุดคือสภาพจิตใจที่ต่อต้านการรักษาเต็มที่ ต่อให้ท่านจะเอาชีวิตผมจริง ผมก็ช่วยไม่ได้ครับ"

    อะเมทิสต์คู่คมทอดมองร่างงามผ่านบานกระจกใหญ่ หลังจากถูกทำให้หลับระยะค่อนข้างยาว เนื่องจากแพทย์หนุ่มที่เขาเรียกตัวมาดูแลรักษาร่างนั้นโดยเฉพาะลงความเห็นว่ามันจะเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุุดในการฟื้นฟูสภาพร่างกายในระยะหนึ่ง

    "เทศน์ทีทำเอาชั้นจ๋อยเลยนะหมอ" เสียงทุ้มระรื่นเปรย ก่อนแค่นหัวเราะ "สงสัยโรคอกหักก็รักษาให้ไม่ได้เหมือนกันใช่ไหม?"

    แพทย์หนุ่มตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนน้อม "ต้องขอโทษด้วยครับ ผมไม่ใช่แพทย์เฉพาะทางด้านนั้น"

    บุรษในชุดเครื่องแบบสีขาวเสยผมขึ้นอย่างสงวนท่าที ก่อนเขาและชายในชุดกาวน์จะเดินไปตามทางที่คดเคี้ยวเลี้ยวลด...และนำพาให้ห่างจากผืนฟ้ามากขึ้นทุกที

    "แล้วร่างนั้นเป็นยังไงบ้าง?" เขาถาม

    คนด้านหลังกล่าวแทบทันที "สมบูรณ์ดีทุกอย่างครับ เพียงแต่กล้ามเนื้อบางส่วนจำต้องได้รับกายภาพบำบัดหลังฟื้นตัว เพราะมันไม่ได้ถูกใช้มานาน"

    "ได้ยินแบบนั้นค่อยชื้นใจหน่อย...อุตส่าห์บุกบั่นไปถึงที่มืดๆนั่น"

    "แต่ตามที่ผมเรียนให้ท่านทราบ" ชายหนุ่มในชุดกาวน์เปรย "สภาพจิตใจของคุณโรคุโด มุคุโร่นั้นต่อต้านการรักษา...ผมเองไม่สามารถเกลี้ยกล่อมให้เขาทำอย่างที่ท่านเบียคุรันต้องการ..."

    เบียคุรันเหยียดยิ้ม "ดูแลร่างทั้งสองให้ดีก็พอแล้ว อย่างอื่นไม่ต้องห่วง"

    ที่ผมห่วงที่สุดคือความประพฤติของท่านนั้นแหละ หมอหนุ่มลงความเห็นในใจ ประจวบเหมาะกับที่พวกเขาเดินมาจนสุดทาง อันเป็นที่ตั้งของประตูเหล็กซึ่งใหญ่เสียดเพดาน ซึ่งใช้่ระบบแสกนม่านตาแทนกุญแจ

    ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีเงินยวงเข้าเปิดประตูอย่างรู้หน้าที่  ทันทีที่ระบบตรวจสอบม่านตาเรียบร้อย บานประตูเหล็กที่หนักอึ้งจึงเคลื่อนตัวแยกออกจากกันช้าๆ ในขณะเดียวกัน...ไอเย็นสีขาวได้ก่อตัวหนา บดบังภายในห้องลับยักษ์จนหมดสิ้น

    พื้นและเพดานเหล็กในห้องวาววับไปด้วยแสงไฟหลายสีจากเครื่องจักร อันประดับประดาด้วยสายไฟระโยงระยาง ห้องดังกล่าวมีรูปทรงกระบอก...ทั้งยังไม่มีสิ่งใด นอกจากหลอดแก้วยักษ์ใจกลางห้อง

    ภายในหลอดแก้วยักษ์คือร่างผอมยาวของเด็กหนุ่ม เรือนผมสีน้ำเงินเข้มสั้นลอยสยายอยู่ในสายน้ำ ดวงหน้ารูปไข่ท่อนล่างปกคลุมด้วยหน้ากากใหญ่ ซึ่งมีสายเชื่อมต่อลงไปยังด่านล้าง แขนและขาที่ถูกล่ามด้วยลูกตุ้มยักษ์ไม่เขยื้อนเลยแม้แต่น้อย

    ...สถานจองจำแท้จริง...ของผู้พิทักษ์หมอกของวองโกเล่...

 

===============

 

อยากเห็นหน้าเต็มของสึนะ tyl จัง...เห็นว่าเสะ

อยากรู้ว่า...เจ้าพ่อคนไหนจะเสะกว่ากัน...

-v- หมั่นไส้อิป๋ามานานแระ!!! (แบบว่าเป็นพวกแค้นฝังหุ่นน่ะค่ะ...หวังว่าทุกคนจะจำได้ว่าอิป๋านอกใจ 69 ไว้เยี่ยงไร)

[EXE FanFic: PumpkinAssada] ::: Catch You ::: [1/1]

posted on 31 Jul 2009 15:39 by sapphire-apphires  in Yaoi-FanFiction

อ่าน exe แล้วระลึกได้ว่ายังไม่เคยคู่พัมพ์กิ้น x อัษฎาเลย

เนื่องจากช่วงนี้ยังอยู่ในช่วงคนดีค่ะ เลยไม่อยากเขียนให้ขาวเท่าไหร่

ฟิคสั้น...มากกกกกก 

ไม่รู้ว่าจะเรียกว่า drabble ได้ไหม...drabble มันต้อง 100 คำนี่นะ แต่ word count ของ ms word os x ไม่น่าไว้ใจเท่าไหร่....= =* ถือว่าเป็น short fanfic แล้วกันเนอะ

 

==========================

กรุณาอย่านำเรื่องนี้ไปโพสที่อื่นโดยไม่รับอนุญาตนะคะ

 

 

::: Catch You :::



Author: Violet Sapphire Lucifer
Fandom: Executional (aka. EXE) by Panuwat Wattananukul
Pairing: Pumpkin x Assada
Rate: PG-13
Disclaimer: This short fan-fiction is written for entertainment. Please do not post it anywhere without my permission, and do not claim it as your work.


    ดวงหน้าขรึมซุกซ่อนความไม่พอใจเล็กๆไว้ในดวงตา ในขณะที่พยายามจดจ่อกับสิ่งที่อาจารย์หน้าชั้นพร่ำสอน และพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่รับรู้สายตาเรียวเล็กจากคนด้านข้าง ซึ่งจับจ้องซีกหน้าตนอย่างโจ่งแจ้ง...แม้นั่นไม่อยู่ภายใต้การรู้เห็นของอาจารย์

    มือที่จดเล็กเชอร์ชะงักอยู่เป็นระยะ หลังคอยสงบสติอารมณ์ไม่ให้ประสาทแตกตายไปเสียก่อน เนื่องจากดวงตาคู่นั้นเปี่ยมล้นด้วยเลศนัยอย่างไม่ปิดบัง อีกทั้งริมฝีปากบางซึ่งยกขึ้นน้อยๆ...ดูแล้วน่าขยะแขยงสิ้นดี

    "เอาล่ะ...วันนี้พอแค่นี้ อย่าลืมไปทบทวนมานะ อาทิตย์หน้ามีควิซ"

    อาจารย์สั่งนักศึกษาในชั้นก่อนออกจากห้อง พร้อมกับเสียงโอดครวญของเหล่านักศึกษาในห้อง ขณะที่พวกเขาเก็บข้าวของใส่กระเป๋า

    ชายหนุ่มผู้ถูกจ้องตลอดคาบเม้มปากน้อยๆ เป็นครั้งแรกที่เขารีบยัดสมุดหนังสือใส่กระเป๋า แล้วรีบบึ่งออกจากห้องไป คนที่มองเขาตลอดคาบจึงลุกตามไปบ้าง

    เพื่อนร่วมห้องมองหน้ากันไปมาด้วยความฉงน

    "อัษฎาไม่เคยมีท่าทีแบบนี้นี่นา" หนึ่งในนั้นเปิดฉากขึ้น "เรียนไม่รู้เรื่องหรือว่าอะไรกัน"

    "แล้วผู้ชายหน้าตี๋นั่นเป็นใคร? รู้สึกว่าพักนี้เห็นเค้าบ่อยทั้งๆที่ไม่เคยเห็นกันมาก่อนเลย"

    "แต่ชั้นเห็นพวกเค้ากลับบ้านด้วยกันบ่อยนะ" หญิงสาวคนหนึ่งเปิดเผย "ต้องบอกว่าผู้ชายหน้าตี๋นั่นเดินตามอัษฎามากกว่า"

    "เป็นไปได้หรือเปล่าว่าหมอนี่ตามจีบอัษฎา?"

    นั่นเป็นคำถาม...ที่ทุกคนใคร่อยากรู้คำตอบมาทั้งอาทิตย์


~*~*~*~*~*~*~*~


    ร่างสูงเพรียวในชุดนักศึกษาเดินดุ่มๆกลับบ้าน หากร่างที่เดินตามคิดว่าท่าทีร่างนั้นแทบจะวิ่งมากกว่าเดิน

    คนตามจึงกระโจนคว้าข้อมือร่างนั้น แล้วถามเสียงนุ่ม

    "จะรีบเดินไปไหนครับ คุณอัษฎา?"

    แววตาสุขุมสีอ่อนตวัดมองดวงหน้าอ่อนเยาว์ ซึ่งตีหน้าซื่อตลอดเวลา

    "กลับบ้าน" เขาว่า "เรื่องจดหมายฉันให้มัจฉาเรียบร้อย ถ้าไม่มีธุระอะไรก็เลิกตามกันซักทีจีเอ็มพัมพ์กิ้น มันน่ารำคาญ"

    จีเอ็มพัมพ์กิ้นคลี่ยิ้มที่ทำให้อัษฎาขนลุกเกรียว

    "เป็นครั้งแรกที่คุณพูดอะไรยาวๆกับผมนะครับ" พัมพ์กิ้นว่า พลางเสยเรือนผมขึ้นอย่างไว้ท่าที "แถมยังอุตส่าห์รู้โค้ดเนมผมด้วย ช่างน่าดีใจอะไรอย่างงี้..."

    "ตามฉันมาเป็นอาทิตย์มันไม่ทำให้นายรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับกลุ่มฉันมากขึ้นหรอกนะ" อัษฎาพูดเสียงเรียบ "แล้วก็ช่วยปล่อยมือนายออกด้วย"

    ชายหนุ่มหน้าตี๋ยังคงยิ้มระรื่น และไม่มีทีท่าจะปล่อยเขาให้หลุดจากพันธนาการแต่อย่างใด อีกทั้งยังเคลื่อนตัวเข้าหาเขาช้าๆ

    "ที่ผมตามคุณมาเป็นอาทิตย์...ไม่ใช่เพราะงานจีเอ็มหรอกครับ"

    "แล้วมันเรื่องอะไร?"

    คนถูกถามกลั้วหัวเราะในลำคอ แล้วขยับดวงหน้าเข้ากระซิบข้างหู พลางละเลียดขบใบหูนุ่มเบาๆ

    "ผมถูกใจคุณเป็นการส่วนตัวน่ะ"

    "!!!"

    นักศึกษาหนุ่มสะบัดตัวให้หลุดจากจีเอ็มผู้ฉวยโอกาสตักตวงสัมผัสจากร่างกายเขา หลังจากนั้นจึงตวัดกระเป๋าสะพายใส่แผ่นอกเรียบของฝ่ายนั้น แล้วใช้ท่อนแขนยันลำคอสีงาช้า ให้ทั้งตัวเบียดชิดติดกำแพง

    "อั่ก!"

    "ไอตี๋นรกโรคจิต...ถ้าแกทำแบบนี้เป็นครั้งที่สองล่ะก็ ฉันเอาแกตายแน่" เสียงทุ้มคำรามเล็ดรอดไรฟัน ดวงหน้าคมขรึมอันเต็มไปด้วยน้ำโหยื่นเข้าข่มขู่ชายร่างโปร่งบางที่ถูกยันติดกำแพงด้านหน้า

    คิ้วโก่งสวยเลิกขึ้น ก่อนยกสองมือแสดงความจำนนต่อผู้ข่มขู่

    "โอเคครับคุณอัษฎา" เขาว่าพลางแค่นยิ้ม "ผมจะไม่ทำแบบนี้อีก"

    อัษฎาจ้องหน้าพัมพ์กิ้นครู่หนึ่ง ก่อนผละออกจากฝ่ายนั้น พร้อมหมุนตัวเดินกลับบ้านอย่างไม่คิดจะเหลียวมองอีก

    ส่วนพัมพ์กิ้นยังคงจับจ้องแผ่นหลังบางนั่นจนลับตา ประกายตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความสนุกสนาน

    เรียวปากบางเหยียดออกแช่มช้า  "แต่ผมไม่ปล่อยคุณไปง่ายๆหรอกนะ คุณไฮแลนด์เดอร์ที่น่ารัก...หึหึหึ"

 

=================

 

อีกนิดกับรีบอร์นตอนล่าสุด ขอเตือนก่อนนะคะว่าสปอยล์

เมื่อบ่ายวานนี้พี่ยูระมาสครีมว่า "โชจังตาแล้วย"

เด็ดดวงมาก...ถ้าอ.ทำให้เป็นแบบนั้นจริงๆ

นอกจากนี้เห็นว่าเปิดเผยความสามารถป๋าแล้ว (ฟังดูแล้วเหมือน TRC เวอร์ชั่นตามหาสัปปะรด)

แถมอิป๋าครั้งแรกที่โชจังเจอ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า...จะเป็นนักศึกษาวิศวะที่อเมริกา >///<

หล่อได้อีก...แถมมาดเสะคนดีศรีสังคม และขี้โรคเล็กๆ  *เลือดพุ่ง*

น่าจับเขียนฟิคมากเลยค่า!!!! (เอ่อม...ได้ข่าวว่ายังดองเรื่องเก่าอยู่)

พักนี้ไม่อยากทรมานสัปป้า...ด้วยความเป็นแม่ยก 69 มากกว่าสงสาร

อีกอย่าง...หมั่นไส้อิป๋าคราวก่อนที่ทำเจ้าชู้ใส่ 18 และ 27 ไม่หาย (แค้นฝังหุ่นสุดๆ)

...."

นอกจากนี้แซฟเริ่มเขียนนิยายแล้ว

ว่างๆแวะไปเยี่ยมเยียนและแปะคอมเมนท์นะคะ ^^"